ในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีการใช้งานเครื่องจักรตลอดเวลา ทั้งยังมีพนักงานจำนวนมากปฏิบัติงานตลอดทั้งวัน ทำให้เครื่องจักรและเครื่องปรับอากาศแทบไม่มีช่วงเวลาที่ได้หยุดพัก ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมบริเวณใต้หลังคา และอายุการใช้งานของอุปกรณ์ต่าง ๆ สั้นลงตามไปด้วย
ดังนั้น หากต้องการลดความร้อนสะสมในโรงงาน แนะนำให้ติดตั้งฉนวนกันความร้อน เพื่อปกป้องทรัพย์สินและลดต้นทุนต่าง ๆ ในระยะยาว ในบทความนี้ แอมเพิลไลท์ (Ampelite) จะพาทุกคนไปทำความรู้จักฉนวนความร้อนแต่ละประเภท พร้อมกับวิธีการเลือกฉนวนให้เข้ากับการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมให้ได้มากที่สุด หากพร้อมแล้ว เราไปดูกันได้เลย

สาระน่ารู้ ! ฉนวนกันความร้อนที่เหมาะกับโรงงาน มีทั้งหมดกี่ประเภท
ฉนวนกันความร้อน เป็นวัสดุที่มีหน้าที่ป้องกันความร้อนที่จะส่งผ่านเข้ามาภายในอาคาร และสะท้อนรังสี UV ออกไป ส่งผลให้ความร้อนสะสมใต้หลังคาลดลง ซึ่งในปัจจุบันมีฉนวนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ แต่หากยังไม่รู้ว่าควรเลือกแบบไหนให้เหมาะสมกับโรงงานอุตสาหกรรมมากที่สุด แอมเพิลไลท์ ได้รวบรวมคำตอบมาให้แล้ว ดังนี้
- ฉนวนใยแก้ว
เป็นฉนวนที่ห่อหุ้มด้วยอะลูมิเนียมฟอยล์ โดยภายในประกอบด้วยใยแก้วเส้นเล็กที่ประสานกันจนเกิดเป็นโพรงอากาศ ทำหน้าที่กักความร้อนเอาไว้ด้านใน ทำให้มีค่าการนำความร้อนต่ำ ไม่ลามไฟ และป้องกันการเกิดเชื้อราหรือไอระเหยที่ซึมผ่าน ทั้งยังช่วยดูดซับเสียงได้เป็นอย่างดี
- ฉนวนใยหิน
ฉนวนใยหิน เป็นฉนวนป้องกันความร้อนที่ผลิตจากหินบะซอลต์ตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อน และดูดซับเสียงได้ดีคล้ายกับฉนวนใยแก้ว แต่ทนความร้อนจากไฟได้สูงกว่ามาก ไม่ลามไฟ และไม่ทำปฏิกิริยากับโลหะ ทั้งยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เหมาะกับการใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้ความร้อนสูง
- ฉนวนเซรามิกไฟเบอร์
คือฉนวนที่ผลิตจากเส้นใยทนความร้อนสูง เช่น อลูมินา ซิลิกา อลูมิโนซิลิเกต เซอร์โคเนีย ซิลิคอนคาร์ไบด์ ซิลิคอนไนไตรต์ และแกรไฟต์ ทำให้ทนความร้อนได้สูงถึง 1,260 – 1,400 องศาเซลเซียส เหมาะกับการใช้ร่วมกับฉนวนใยหินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบล็อกความร้อนจากเตาหลอมหรือเครื่องจักรความร้อนสูง
- ฉนวนแคลเซียมซิลิเกต
เป็นฉนวนป้องกันความร้อนที่ผลิตจากทรายซิลิเซียส น้ำปูนขาว และเส้นใยเสริมแรง ทำให้มีความแข็งแรงเชิงกลสูงมาก ไม่เผาไหม้ ไม่ลามไฟ และปราศจากสารพิษที่เป็นอันตราย โดยสามารถป้องกันความร้อนได้สูงตั้งแต่ 650 – 1,100 องศาเซลเซียส
- ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์
มีคุณสมบัติเด่นเรื่องการทนทานต่อความชื้น เหนียว ไม่ฉีกขาดง่าย และไม่สะสมความร้อน เนื่องจากตัววัสดุเป็นอะลูมิเนียมฟอยล์แผ่นบาง จึงแผ่รังสีความร้อนออกมาน้อยมากและช่วยสะท้อนความร้อนออกไปได้สูงถึง 95% ขึ้นไป
- ฉนวนเซลลูโลส
หรือฉนวนเยื่อกระดาษ เป็นฉนวนแบบฉีดพ่นใต้หลังคาที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล น้ำหนักเบา ป้องกันเสียงรบกวนได้ดี และช่วยป้องกันการเติบโตของเชื้อรา ทั้งยังผสมสารเคมีที่ไม่เป็นแหล่งอาหารและไม่ดึงดูดหนู ปลวก หรือแมลงต่าง ๆ เข้ามาทำรัง
- ฉนวนโฟมยาง
เป็นฉนวนกันความร้อนที่มีโครงสร้างภายในแผ่นเป็นแบบเซลล์ปิด (Closed-Cell) ทำให้มีความหนาแน่นสูง ป้องกันการซึมผ่านของความชื้น ป้องกันเสียงรบกวน และที่สำคัญคือป้องกันการเกิดหยดน้ำเกาะหรือหยดเหงื่อ (Condensation) ใต้หลังคาได้ดีเยี่ยม
- ฉนวนโพลิโอเลฟินส์
มีความยืดหยุ่นตัวสูง และมีโครงสร้างเซลล์ปิดสนิท (Closed-Cell) ทำให้ไม่ดูดซับน้ำ และความชื้นอย่างเด็ดขาด มีน้ำหนักเบา ป้องกันการลามไฟได้ดี ตอบโจทย์โรงงานอุตสาหกรรมที่มีปัญหาเรื่องการควบแน่นของไอน้ำ มีราคาที่เข้าถึงง่าย คุ้มค่า และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
ทำไมมาตรฐานการทนไฟของฉนวนอุตสาหกรรม ถึงสำคัญ?
ในการออกแบบ หรือปรับปรุงโรงงานอุตสาหกรรม วิศวกรและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติไม่ลามไฟ เพื่อจำกัดความเสียหาย และลดความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยฉนวนกันความร้อนเกรดอุตสาหกรรมที่ดีควรผ่านการทดสอบมาตรฐานระดับสากล ดังนี้
- มาตรฐาน Class 0 (อ้างอิง BS 476 Part 6 และ Part 7): มาตรฐานระดับสูงจากสหราชอาณาจักรที่ใช้ทดสอบปฏิกิริยาต่อไฟของวัสดุ โดย Part 6 ทดสอบดัชนีการแผ่ขยายความร้อน (Fire Propagation Index) และ Part 7 ทดสอบอัตราการลุกลามของเปลวไฟบนผิววัสดุ ซึ่งช่วยยืนยันว่าวัสดุนั้นติดไฟยากและไม่เร่งอัตราไฟลาม
- มาตรฐาน Class HF-1 (อ้างอิง UL-94): มาตรฐานความปลอดภัยสากลที่พัฒนาโดย Underwriters Laboratories (UL) จากสหรัฐอเมริกา เพื่อทดสอบการติดไฟของพลาสติกและโฟม โดยระดับ HF-1 ยืนยันว่าวัสดุสามารถดับไฟได้เองอย่างรวดเร็วเมื่อนำแหล่งไฟออก และไม่มีหยดไฟหลอมเหลวตกลงมาด้านล่าง ป้องกันการกระจายของสะเก็ดไฟไปจุดอื่น
สำหรับผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อนของแอมเพิลไลท์ โดยเฉพาะรุ่น AmpCell™ ซึ่งเป็นฉนวนโฟมโพลีโอเลฟินส์ (IXPE FR) เกรดพรีเมียม ได้ผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองมาตรฐานการทนไฟระดับสากลทั้ง Class 0 (BS 476) และ Class HF-1 (UL-94) รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยด้านควันพิษต่ำ ISO 5659 อย่างถูกต้องครบถ้วน ทำให้วิศวกรสามารถนำสเปกไปใช้ยื่นอนุมัติโครงการได้อย่างมั่นใจ 100%
อย่างไรก็ตาม หากยังไม่แน่ใจว่า จะเลือกฉนวนป้องกันความร้อนแบบไหนดี แอมเพิลไลท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต และจำหน่ายฉนวนป้องกันความร้อน ขอแนะนำ AmpCell ฉนวนป้องกันความร้อน ที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพ ปลอดสารเคมี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นฉนวนที่ถูกพัฒนา ให้ตอบโจทย์สภาพอากาศของเมืองไทยโดยเฉพาะ

5 วิธีเลือกฉนวนป้องกันความร้อน ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
เมื่อทำความเข้าใจกันไปแล้วว่า ฉนวนกันความร้อน มีทั้งหมดกี่ประเภท และแต่ละประเภทมีความต่างกันอย่างไร คราวนี้ลองมาดูวิธีการเลือกฉนวน เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมของคุณเย็นสบาย ไม่สะสมความร้อน และประหยัดพลังงานไปพร้อมกัน ซึ่งวิธีการเลือกฉนวนป้องกันความร้อน มีดังนี้
- พิจารณาความต้านทานความร้อน (R-Value & K-Value): ควรเลือกฉนวนที่มีค่าต้านทานความร้อน (R-Value) สูง และมีค่าการนำความร้อน (K-Value) ต่ำ เพื่อให้สามารถบล็อกการถ่ายเทความร้อนจากหลังคาเข้าสู่ภายในอาคารได้ดีที่สุด
- ความปลอดภัยต่อการลามไฟ: เนื่องจากในโรงงานมีเครื่องจักรและระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงภัยสูง จึงควรเลือกฉนวนที่มีคุณสมบัติไม่ลามไฟ ดับไฟได้เอง และไม่ก่อให้เกิดควันพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของพนักงาน
- ป้องกันความชื้นได้ดี: เลือกฉนวนที่มีโครงสร้างแบบเซลล์ปิด (Closed-Cell) เพื่อไม่ให้ความชื้นสะสมตัวใต้หลังคา ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อรา กลิ่นอับ และช่วยยืดอายุการใช้งานโครงสร้างหลังคาเหล็กไม่ให้เกิดสนิม
- น้ำหนักเบา และติดตั้งง่าย: ฉนวนที่มีน้ำหนักเบาจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโครงสร้างอาคาร ไม่ทำให้น้ำหนักบรรทุก (Load) เพิ่มขึ้นจนอันตราย ทั้งยังช่วยให้ช่างทำงานติดตั้งได้รวดเร็ว ประหยัดค่าแรงติดตั้ง
- อายุการใช้งานยาวนาน: การติดตั้งฉนวนถือเป็นการลงทุนระยะยาว ควรเลือกรุ่นที่มีความแข็งแรงทางกายภาพ ไม่เปื่อยยุ่ยง่าย และมีเงื่อนไขการรับประกันสินค้าที่ยาวนานและน่าเชื่อเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด
วิธีประเมินความคุ้มค่า ติดฉนวนกันความร้อน ช่วยเซฟเงินไปกี่บาท?
สำหรับผู้ประกอบการ ที่ต้องการคำนวณเบื้องต้นว่าการลงทุนติดตั้งฉนวนกันความร้อน จะช่วยลดค่าไฟฟ้าของระบบปรับอากาศลงได้เท่าไร สามารถประเมินได้ง่าย ๆ ผ่าน 3 สเต็ป ตามหลักวิศวกรรมพลังงาน ดังนี้
- สเต็ปที่ 1: ดูปริมาณความร้อนที่ลดลง (kW) การติดตั้งฉนวนโฟมประสิทธิภาพสูงอย่างโพลีโอเลฟินส์ ช่วยบล็อกความร้อนจากหลังคาลงมาสู่ตัวอาคารได้ประมาณ 75% – 80%
(ตัวอย่าง โรงงานที่มีพื้นที่หลังคา 500 ตร.ม. การติดตั้งฉนวนจะช่วยลดภาระความร้อนสะสมลงไปได้ประมาณ 30 กิโลวัตต์ความร้อน) - สเต็ปที่ 2: เปลี่ยนความร้อนเป็น “หน่วยไฟฟ้า” ที่ประหยัดได้ โดยเฉลี่ยของระบบแอร์อุตสาหกรรม (คิดค่า COP เฉลี่ยที่ 3.0) การลดความร้อนในตัวอาคารลง 3 กิโลวัตต์ จะช่วยลดกำลังไฟฟ้าที่แอร์ต้องใช้ลงได้ 1 หน่วย (kWh) ดังนั้น การลดภาระความร้อนลงได้ 30 กิโลวัตต์ จะเท่ากับประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้: 30 กิโลวัตต์ ÷ 3 = 10 หน่วย (kWh) ต่อชั่วโมง
- สเต็ปที่ 3: คำนวณเป็นตัวเงินที่ประหยัดได้ต่อปี สมมติว่าโรงงานเปิดเครื่องปรับอากาศวันละ 8 ชั่วโมง ทำงานปีละ 300 วัน และคิดอัตราค่าไฟฟ้าโรงงานเฉลี่ยที่ 4.42 บาทต่อหน่วย (ในช่วง On-Peak ของระบบ TOU)
- ใน 1 วัน ประหยัดได้: 10 หน่วย × 8 ชั่วโมง = 80 หน่วย
- ใน 1 ปี ประหยัดได้: 80 หน่วย × 300 วัน = 24,000 หน่วย
- คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ถึง: 24,000 หน่วย × 4.42 บาท = ประมาณ 106,080 บาทต่อปี!
บทสรุปทางพลังงาน: การติดตั้งฉนวนกันความร้อนใต้หลังคาจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของระบบปรับอากาศลงได้เฉลี่ยถึง 15% – 25% ต่อปี เนื่องจากช่วยให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนักในช่วงกลางวันที่แดดร้อนจัด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ค่าไฟประเภท TOU มีราคาแพงที่สุด ถือเป็นการลงทุนที่ช่วยเซฟต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและคืนทุนไวที่สุด
(หมายเหตุ: การคำนวณข้างต้นเป็นการจำลองโมเดลอาคารตัวอย่างเพื่อแสดงหลักการคิดทางวิศวกรรมเบื้องต้น ประสิทธิภาพที่ได้จริงอาจแปรผันตามประเภทเครื่องปรับอากาศ ความหนาของฉนวน สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างอาคารในแต่ละพื้นที่)
หากคุณกำลังมองหาฉนวนป้องกันความร้อนที่มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์การใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างปลอดภัย มั่นใจได้ในมาตรฐานสากล อย่าลืมนึกถึง AmpCell™ ฉนวนกันความร้อนน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย ปลอดสารเคมี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากแอมเพิลไลท์
สุดท้ายนี้ หากคุณกำลังมองหาฉนวนป้องกันความร้อนที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์การใช้งาน ในโรงงานอุตสาหกรรม อย่าลืมนึกถึง AmpCell ฉนวนกันความร้อนที่มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ แผนกประสานงานฝ่ายขาย 082-782-6774 หรือติดต่อสำนักงานใหญ่ สาขากิ่งแก้ว 02-312-4300, 02-103-4490