ในยุคที่สถานประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น ภาคธุรกิจหรือภาคอุตสาหกรรม ต่างหันมาให้ความสำคัญกับการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว สองอุปกรณ์ยอดนิยมที่มักถูกเลือกใช้งานเป็นอันดับต้น ๆ คือ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) และ หลังคาโปร่งแสง (Skylight)
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า… ความจริงแล้วเราสามารถติดตั้งทั้งหลังคาโปร่งแสง และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกันได้อย่างลงตัว ถือเป็นการลงทุนที่ให้ความคุ้มค่าแบบทวีคูณ ในบทความนี้ แอมเพิลไลท์ จะพาไปทำความรู้จักระบบโซลาร์เซลล์ พร้อมเจาะลึกข้อดีของการผสานสองนวัตกรรมพลังงานสะอาด ว่าทำไมถึงตอบโจทย์โรงงาน และอาคารยุคใหม่ได้ดีที่สุด
เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
โซลาร์เซลล์ (Solar Cell) คืออะไร ?
โซลาร์เซลล์ (Solar Cell) หรือ เซลล์แสงอาทิตย์ (Photovoltaic Cell) คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตจากสารกึ่งตัวนำ ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง โดยตรงผ่านปรากฏการณ์โฟโตโวลตาอิก (Photovoltaic Effect)
จากนั้น กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกส่งผ่านเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าหรือ อินเวอร์เตอร์ (Inverter) เพื่อเปลี่ยนเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งเป็นรูปแบบไฟฟ้ามาตรฐานที่ใช้กับเครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า และระบบแสงสว่างต่าง ๆ ภายในอาคารหรือโรงงานอุตสาหกรรม
ข้อดี – ข้อเสีย ของการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์
ก่อนตัดสินใจลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจทั้งจุดเด่นและข้อจำกัด เพื่อวางแผนการใช้งานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
ข้อดีของ Solar Cell
- ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าอย่างเห็นผล: ช่วยผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อัตราค่าไฟฟ้า (TOU) มักมีราคาสูงที่สุด และเป็นช่วงเวลาทำงานหลักของโรงงาน
- เป็นพลังงานสะอาดและยั่งยืน: พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยยกระดับองค์กรสู่มาตรฐาน ESG และ Green Industry
- อายุการใช้งานยาวนาน: แผง Solar Cell ที่มีคุณภาพมักมีอายุการใช้งานเฉลี่ยยาวนานถึง 25–30 ปี และต้องการการบำรุงรักษาไม่ซับซ้อน
- ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี: ในภาคอุตสาหกรรมสามารถยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อรับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้
ข้อเสียและข้อจำกัดของ Solar Cell
- ต้นทุนเริ่มต้นสูง: การติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปสำหรับอาคารขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนตั้งต้น (CAPEX) ค่อนข้างสูง แม้จะมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ย 3–6 ปีก็ตาม
- ผลิตไฟได้ไม่สม่ำเสมอ: ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดด ในวันที่สภาพอากาศปิด ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตก หรือช่วงเวลากลางคืน ประสิทธิภาพการผลิตไฟจะลดลงอย่างมากหรือไม่สามารถผลิตได้เลย
- ข้อจำกัดด้านพื้นที่และโครงสร้าง: ต้องใช้พื้นที่หลังคาขนาดกว้างขวาง และโครงสร้างเดิมของหลังคาต้องแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักแผงและระบบยึดจับได้โดยไม่ทรุดตัว
- ต้องอาศัยแสงสว่างเสริม: ระบบ Solar Cell ทำหน้าที่จ่ายพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนแสงสว่างธรรมชาติสำหรับพื้นที่ทำงานได้โดยตรง

ส่องประโยชน์ การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ร่วมกับหลังคาโปร่งแสง
จากข้อจำกัดข้างต้น การเลือกใช้หลังคาโปร่งแสง ควบคู่ไปกับระบบ Solar Cell จึงเป็นทางออกเชิงวิศวกรรมที่ช่วยปิดจุดอ่อน และเสริมจุดแข็งได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น
1. ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
ภายในโรงงานหรือคลังสินค้าขนาดใหญ่ มักมีภาระค่าไฟมหาศาลจากทั้งเครื่องจักรและระบบไฟส่องสว่าง เมื่อติดตั้ง Solar Cell ร่วมกับหลังคาโปร่งแสง อาคารจะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ พร้อมกับเปิดรับแสงสว่างธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ทำงาน ช่วยตัดค่าไฟจากการเปิดหลอดไฟในเวลากลางวันลงได้เกือบ 100%
2. ใช้พื้นที่บนหลังคาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง ไม่มีเงาบดบัง การจัดสรรพื้นที่หลังคาให้มีทั้งจุดติดตั้งแผง Solar Cell เพื่อผลิตไฟฟ้า และช่องรับแสงธรรมชาติ จะช่วยเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าบนหลังคาให้กลายเป็นพื้นที่สร้างมูลค่าและลดต้นทุนทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
3. สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI
การลงทุนติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อการประหยัดพลังงาน สามารถนำไปยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภายใต้มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 50% ของมูลค่าเงินลงทุน ช่วยลดหย่อนภาระภาษี และทำให้ธุรกิจคืนทุนได้เร็วขึ้นอย่างมาก
4. ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)
การจับคู่หลังคาโปร่งแสงเข้ากับพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอบสนองนโยบาย ESG และมาตรฐานอาคารเขียวสากล ยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กรให้ก้าวสู่การเป็นโรงงานสีเขียวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
5. ยกระดับสุขภาวะและประสิทธิภาพของพนักงาน
ประโยชน์ที่ระบบไฟฟ้า Solar Cell เพียงอย่างเดียวให้ไม่ได้ คือเรื่องของ “คุณภาพชีวิตคนทำงาน” เพราะการทำงานใต้แสงหลอดไฟประดิษฐ์ตลอดทั้งวัน อาจทำให้สายตาเมื่อยล้า และสะสมความเครียด
จากการศึกษาวิจัยทางการแพทย์พบว่า พนักงานที่ปฏิบัติงานในอาคารที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงอย่างเหมาะสม จะมีคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น โดยมีเวลานอนหลับพักผ่อนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 46 นาทีต่อคืน ส่งผลให้พนักงานมีสมาธิ สมองปลอดโปร่ง และลดความผิดพลาดในการทำงาน ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับพื้นที่เชิงพาณิชย์ แสงธรรมชาติยังช่วยสร้างบรรยากาศโปร่งสบายตา ทำให้ลูกค้าผ่อนคลายและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสินค้าได้ดียิ่งขึ้น
ทำไมการติดตั้ง Solar Cell เพียงอย่างเดียว จึงอาจยังไม่พอ?
แม้แผง Solar Cell จะช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าได้ดี แต่ในวันที่สภาพอากาศปิด ฝนตกชุก หรือมีเมฆหนา ประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าจะลดต่ำลงอย่างมาก การติดตั้งแผ่นหลังคาโปร่งแสง จึงเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่ว่าสภาพอากาศภายนอกจะเป็นอย่างไร อาคารก็ยังคงได้รับแสงธรรมชาติสว่างทั่วถึง โดยไม่ต้องเปิดหลอดไฟเพิ่มแม้แต่น้อย
สัดส่วนการติดตั้งที่ถูกต้อง แนะนำ 10% ของพื้นที่หลังคา
คำแนะนำเชิงวิศวกรรมสำหรับการติดตั้งหลังคาโปร่งแสงควบคู่กับแผง Solar Cell ในอาคารขนาดใหญ่ (เช่น คลังสินค้า โกดัง หรือโรงงาน) แอมเพิลไลท์แนะนำให้ใช้แผ่นหลังคาโปร่งแสงในสัดส่วนประมาณ 10% ของพื้นที่หลังคาทั้งหมด
โดยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ จะถูกติดตั้งยึดอยู่บนหลังคาทึบแสง (เช่น หลังคาเหล็กเมทัลชีท) และเว้นระยะมุงแผ่นโปร่งแสงเป็นแนวยาว เพื่อให้แสงธรรมชาติ สามารถส่องกระจายลงมาภายในอาคารได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีแผง Solar Cell มาบดบัง

3 เรื่องต้องรู้ของหลังคา ก่อนติดตั้ง Solar Cell ให้ปลอดภัย
นอกเหนือจากการคำนวณกำลังการผลิตไฟฟ้าแล้ว “สภาพและความพร้อมของหลังคา” ถือเป็นหัวใจสำคัญทางวิศวกรรมที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากเลือกใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและโครงสร้างอาคารในระยะยาว โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนี้
- การรับน้ำหนักและคุณภาพวัสดุมุง: โครงสร้างอาคารและแปหลังคาต้องมีความแข็งแรงพอที่จะรองรับน้ำหนักของแผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์จับยึด (Solar Mounting) ตลอดจนแรงลมปะทะได้อย่างปลอดภัย ส่วนแผ่นหลังคาโปร่งแสงที่นำมามุงสลับเป็นช่องแสง ต้องเลือกวัสดุไฟเบอร์กลาสคุณภาพสูง ที่ทนทานต่อการขยายตัว ไม่กรอบแตกง่าย เมื่อต้องรับความร้อนสะสมร่วมกับแผงโซลาร์
- อายุการใช้งานของหลังคา: แผงเซลล์แสงอาทิตย์มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 25 ปีขึ้นไป ดังนั้นหลังคาที่ใช้มุงร่วมกันต้องมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 25 – 30 ปีเช่นกัน เพื่อป้องกันปัญหาหลังคาชำรุดผุกร่อนจนต้องรื้อถอนแผงโซลาร์เซลล์เพื่อซ่อมแซมหลังคาในภายหลัง ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล
- ขนาดและรูปลอนที่ได้มาตรฐาน: แผ่นหลังคาต้องมีรูปลอนและขนาดที่ได้มาตรฐานเดียวกับแผ่นหลังคาหลัก เพื่อให้การวางแนวมุงประกบสนิท ลดความเสี่ยงในการรั่วซึม และไม่ส่งผลกระทบต่อแนวติดตั้งแผงโซลาร์

เปิดขั้นตอน การติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ในโรงงาน เริ่มต้นอย่างไร ?
การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในระดับโรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านวิศวกรรมและความถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ระบบสามารถจ่ายไฟได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและวิศวกร: เพื่อคำนวณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย ออกแบบทิศทางการวางแนวแผงโซลาร์ร่วมกับช่องแสงโปร่งแสง และตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคา
- ยื่นขออนุญาตตามกฎหมาย
- ยื่นขออนุญาตดัดแปลงอาคาร (อ.1) ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- แจ้งขอยกเว้นใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานต่อสำนักงาน กกพ.
- ยื่นขออนุญาตเชื่อมขนานระบบไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
- ตรวจสอบระบบและเปิดใช้งาน: เมื่อติดตั้งเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าจะเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย และดำเนินการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบดิจิทัลแบบสองทาง
เลือกลงทุนอย่างคุ้มค่า มั่นใจในแอมเพิลไลท์
การลงทุนติดตั้ง Solar Cell ควบคู่กับหลังคาโปร่งแสง เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนค่าพลังงานและยกระดับโรงงานสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาแผ่นหลังคาโปร่งแสงคุณภาพสูง ขอแนะนำ แผ่นหลังคาโปร่งแสงไฟเบอร์กลาส แอมเพิลไลท์ รุ่น WonderCool IR นวัตกรรมอนุภาคสะท้อนความร้อน Solar Nano Technology มาตรฐานระดับสากลจากประเทศออสเตรเลีย ที่ยอมให้แสงสว่างจากธรรมชาติส่องผ่านได้อย่างนุ่มนวล แต่ช่วยสะท้อนรังสีความร้อนอินฟราเรดออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมการรับประกันยาวนานถึง 30 ปี มั่นใจได้ว่าคงทนเคียงคู่ระบบ Solar Cell ของคุณตลอดอายุการใช้งาน
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และขอคำปรึกษาได้ที่ แผนกประสานงานฝ่ายขาย 082-782-6774 หรือติดต่อสำนักงานใหญ่ สาขากิ่งแก้ว 02-312-4300, 02-103-4490