082 782 6774 ampelitemkt marketing@ampelite.co.th

9 ทรงหลังคายอดนิยม พร้อมวิธีเลือกหลังคาโปร่งแสง Ampelite

หลังคาโปร่งแสง

“หลังคา” ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างส่วนบนที่ช่วยปกป้องอาคารจากแดด ลม และฝนเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดอุณหภูมิภายใน ความสว่างตามธรรมชาติ ความแข็งแรงของโครงสร้าง และความสวยงามทางสถาปัตยกรรมโดยรวม โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น มีทั้งแดดจัดตลอดทั้งปีและฝนตกชุกในฤดูมรสุม การเลือกทรงหลังคาที่สอดคล้องกับสภาพอากาศจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการออกแบบอาคาร

สำหรับการเพิ่มแสงสว่างธรรมชาติให้กับพื้นที่ใช้สอย การเลือกใช้ หลังคาไฟเบอร์กลาส คุณภาพสูงเข้ามาผสมผสานกับหลังคาหลัก ไม่ว่าจะเป็น งานอาคารพาณิชย์ สำนักงาน คลังสินค้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม กำลังเป็นมาตรฐานของอาคารประหยัดพลังงานยุคใหม่ ในบทความนี้ แอมเพิลไลท์จะพาไปเจาะลึก 9 ทรงหลังคายอดนิยม พร้อมแนวทางการเลือกแผ่นหลังคาโปร่งแสงให้ตอบโจทย์ทั้งความแข็งแรง การป้องกันความร้อน และการระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

หลังคาโปร่งแสง

แนะนำ 9 ทรงหลังคาอาคารยอดนิยมในไทย พร้อมจุดเด่นและข้อจำกัด

แต่ละทรงหลังคามีคุณลักษณะเฉพาะตัว ที่ตอบโจทย์รูปแบบการใช้งาน และฟังก์ชันอาคารที่แตกต่างกัน ดังนี้

1.หลังคาทรงจั่ว (Gable Roof)

    ทรงคลาสสิกที่พบเห็นได้มากที่สุด มีลักษณะเป็นระนาบหลังคา 2 ด้านลาดเอียงลงมาบรรจบกันที่สันกึ่งกลาง

    • จุดเด่น: มุมลาดเอียงที่ชันช่วยระบายน้ำฝนได้อย่างรวดเร็ว มีพื้นที่ใต้หลังคาสูงทำให้อากาศร้อนลอยตัวขึ้นและถ่ายเทออกได้ดี โครงสร้างเรียบง่ายและประหยัดงบประมาณ
    • ข้อจำกัด: ด้านหน้าจั่วเสี่ยงต่อฝนสาด จึงต้องออกแบบระยะยื่นชายคาหรือแผ่นปิดครอบ (Flashing) อย่างรอบคอบ

    2. หลังคาทรงปั้นหยา (Hip Roof)

    ออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกันแดดกันฝน โดยมีระนาบหลังคาลาดเอียงลงทั้ง 4 ทิศทาง

    • จุดเด่น: ชายคาช่วยบังแดดและกันฝนสาดได้รอบทิศทาง โครงสร้างมีความสมดุล แข็งแรง ทนทานต่อแรงลมมรสุมได้ดี เหมาะกับอาคารสำนักงานและโครงการสไตล์ร่วมสมัย
    • ข้อจำกัด: มีแนวสันตะเข้และรอยต่อมากกว่าหลังคาจั่ว ทำให้ต้องวางแผนงานติดตั้งและระบบกันซึมอย่างรัดกุม

    3. หลังคาทรงมนิลา (Hip Gable Roof)

    การผสมผสานระหว่างทรงปั้นหยาและทรงจั่ว โดยส่วนล่างลาดเอียง 4 ด้าน แต่ส่วนยอดเปิดเป็นหน้าจั่วขนาดเล็ก

    • จุดเด่น: บังแดดกันฝนได้รอบด้าน ขณะที่หน้าจั่วด้านบนทำหน้าที่เป็นช่องระบายอากาศร้อนใต้โถงหลังคา ช่วยให้อากาศถ่ายเทสะดวก
    • ข้อจำกัด: โครงสร้างมีความซับซ้อน ช่างต้องมีความประณีตในการเก็บรอยต่อตะเข้สันและตะเข้ราง

    4. หลังคาสวิส หรือทรงจั่วตัดมุม (Jerkinhead / Half-Hipped Roof)

    ทรงลูกผสมที่ตัดมุมลาดบริเวณส่วนยอดของหน้าจั่วลงมาเล็กน้อย นิยมใช้ในพื้นที่เปิดโล่งที่ต้องปะทะกระแสลมแรง

    • จุดเด่น: ช่วยลดแรงปะทะของลมกรรโชกบริเวณหน้าจั่วได้ดีกว่าจั่วทรงตรงทั่วไป พร้อมทั้งระบายน้ำฝนได้อย่างรวดเร็ว
    • ข้อจำกัด: จุดตัดองศาและรอยต่อแผ่นต้องตัดแต่งอย่างประณีตเพื่อความแนบสนิทในการกันรั่วซึม

    5.หลังคาทรงจั่วสูง สไตล์นอร์ดิก (Nordic Style Gable Roof)

    ทรงหลังคาหน้าจั่วที่มีความลาดชันสูง ชายคาสั้น มักออกแบบเพื่อรองรับพื้นที่ภายในแบบ Double Volume

    • จุดเด่น: เส้นสายโมเดิร์น เรียบหรู ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง นิยมใช้ในอาคารสำนักงาน คาเฟ่ และโชว์รูมยุคใหม่
    • ข้อจำกัด: ชายคาสั้นทำให้ผนังและช่องเปิดรับความร้อนจากแสงแดดโดยตรง จึงจำเป็นต้องเลือกแผ่นหลังคาและช่องแสงที่มีค่าการกันความร้อนสูงเป็นพิเศษ

    6. หลังคาเพิงหมาแหงน (Lean-to / Skillion Roof)

    หลังคาระนาบเดี่ยวที่มีความลาดเอียงไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง นิยมอย่างมากในอาคารโมเดิร์น โกดัง และอาคารต่อเติม

    • จุดเด่น: โครงสร้างไม่ซับซ้อน ติดตั้งได้รวดเร็ว ประหยัดต้นทุนโครงสร้าง และระบายน้ำฝนไปทางเดียวได้อย่างรวดเร็ว
    • ข้อจำกัด: หากกำหนดองศาความลาดเอียงน้อยเกินไป อาจเสี่ยงต่อน้ำฝนไหลย้อนและเกิดน้ำขังบริเวณรอยต่อแผ่น

    7. หลังคาทรงแบน (Flat Roof)

    หลังคาแนวระนาบราบหรือดาดฟ้าคอนกรีต สัญลักษณ์ของอาคารทรงกล่องโมเดิร์น

    • จุดเด่น: เส้นสายทันสมัย สามารถใช้พื้นที่ดาดฟ้าทำประโยชน์ ติดตั้งระบบอาคาร หรือทำกิจกรรมได้
    • ข้อจำกัด: พื้นผิวรับแสงแดดและความร้อนโดยตรงตลอดทั้งวัน เสี่ยงต่อน้ำขังได้ง่าย จึงต้องออกแบบ Slope ระบายน้ำและระบบกันซึมอย่างเคร่งครัด

    8. หลังคาสองชั้น (Monitor Roof)

    รูปแบบหลังคาที่ยกโครงสร้างช่วงกึ่งกลางให้สูงขึ้น เกิดช่องเปิดแนวดิ่งระหว่างชั้นหลังคา

    • จุดเด่น: ระบายอากาศร้อนและมลพิษออกจากตัวอาคารได้ดีเยี่ยมตามหลัก Stack Effect นิยมใช้อย่างแพร่หลายในโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า และโรงเรือน
    • ข้อจำกัด: รอยต่อระหว่างสองระดับชั้นต้องติดตั้งแผ่นปิดครอบ (Flashing) อย่างถูกต้องเพื่อป้องกันฝนสาดเข้าสู่อาคาร

    9. หลังคาดอร์เมอร์ (Dormer Roof)

    มุกหลังคาขนาดเล็กที่ยื่นออกมาจากระนาบหลังคาหลัก เพื่อเปิดช่องรับแสงสว่างหรือระบายอากาศ

    • จุดเด่น: ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ใต้หลังคา ให้รูปลักษณ์สถาปัตยกรรมที่โดดเด่น มีมิติ
    • ข้อจำกัด: มีรอยต่อและมุมหักเลี้ยวตามแนวตะเข้รางหลายจุด จึงต้องเน้นการเก็บรอยต่อระบบกันซึมเป็นพิเศษ

    เจาะลึก! วิธีเลือก และติดตั้งหลังคาโปร่งแสง ให้เข้ากับแต่ละทรงหลังคา

    การผสานแผ่นโปร่งแสงเข้ากับงานหลังคา จำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งฟังก์ชันการใช้งานและมาตรฐานทางวิศวกรรม

    • สอดคล้องกับแนวคิดด้านสถาปัตยกรรม: ตามหลักการออกแบบหลังคาโปร่งแสง อาคารยุคใหม่มักติดตั้งแผ่นโปร่งแสงสลับกับแผ่นหลังคาทึบ เพื่อนำแสงสว่างธรรมชาติเข้ามาใช้งานในเวลากลางวัน ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และยกระดับสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยหรือผู้ปฏิบัติงานภายในอาคาร
    • ความลาดชันขั้นต่ำต้องได้มาตรฐาน (Slope): สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันน้ำรั่วซึมคือ ความลาดชันและการติดตั้งหลังคา โดยแผ่นหลังคาโปร่งแสงควรมีความลาดเอียง (Slope) ไม่น้อยกว่า 5 องศาขึ้นไป เพื่อให้น้ำฝนระบายตัวได้ทัน ป้องกันปัญหาน้ำล้นข้ามรอยต่อและน้ำไหลย้อน
    • ควบคุมความร้อนและแสงสะท้อน: สภาพอากาศเมืองไทยควรเลือกใช้แผ่นโปร่งแสงไฟเบอร์กลาส (FRP) ที่ผสานเทคโนโลยีสะท้อนรังสีความร้อนและกรองรังสี UV เพื่อให้แสงที่ผ่านลงมาเป็นแสงฟุ้งกระจาย (Diffused Light) นุ่มนวลตา ไม่สร้างภาระความร้อนให้กับระบบปรับอากาศ

    ตารางจับคู่ทรงหลังคา องศาความลาดเอียง และรุ่นหลังคาโปร่งแสง Ampelite ที่เหมาะสม

    รูปแบบทรงหลังคาตำแหน่งที่นิยมติดตั้งแผ่นโปร่งแสงความลาดชันขั้นต่ำที่แนะนำรุ่นหลังคาโปร่งแสง Ampelite ที่เหมาะสม
    ทรงจั่ว / จั่วสูงนอร์ดิกช่องแสงสกายไลท์บนผืนหลังคา, โถงเพดานสูง15° – 45°WonderCool IR / Cool-Lite
    (สะท้อนรังสีอินฟราเรด ลดความร้อนในอาคารปรับอากาศ)
    ทรงปั้นหยา / ทรงมนิลาช่องแสงโถงบันได, ทางเดินเชื่อมอาคาร, คอร์ทยาร์ด20° – 35°Cool-Lite / Sealex DuraGel
    (แสงนุ่มตา ผิวแผ่นเรียบเนียน ทนทานต่อคราบเหลือง)
    เพิงหมาแหงน (Lean-to)มุงตลอดผืน หรือมุงสลับบนหลังคาโรงงาน/โกดัง5° ขึ้นไปWebglas / SupraGlas
    (โครงสร้างแข็งแรง ทนแรงลมมรสุม เดินซ่อมบำรุงบนแผ่นได้อย่างปลอดภัย)
    ทรงแบน / ดาดฟ้าช่องสกายไลท์เจาะช่องแสงลงสู่โถงกลางหรือห้องทำงาน3° – 5° (ต้องยกขอบ Curb)WonderCool IR / SL Fire Retardant
    (กันความร้อนสูงสุด หรือเลือกรุ่นหน่วงไฟเพื่อความปลอดภัย)
    หลังคาสองชั้น (Monitor)ช่องแสงแนวดิ่งข้างมอนิเตอร์, มุงสลับบนผืนหลังคา10° – 15°TopLite Plus / ChemBlok (ให้แสงสว่างคุ้มค่า หรือเลือกรุ่นทนไอสารเคมี-ไอระเหยรุนแรง)

    สำหรับอาคารขนาดใหญ่ คลังสินค้า หรือโรงงานที่มีโครงสร้างหลังคาเพิงหมาแหงนหรือทรงจั่วกว้าง การเลือกใช้แผ่นโปร่งแสงนิรภัยรุ่น Webglas ที่เสริมใยทอประสาน WebMatt จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้กับทีมช่างในการเดินซ่อมบำรุงบนหลังคาโดยไม่ต้องพึ่งตาข่ายนิรภัย (Safety Mesh Free) หรือหากเป็นอาคารปรับอากาศ การเลือกใช้ แผ่นโปร่งแสง WonderCool IR จะเป็นโซลูชันที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิห้องและคืนทุนค่าไฟฟ้าได้เร็วที่สุด

    มั่นใจทุกทรงหลังคา เลือกคุณภาพระดับสากลจาก Ampelite

    ไม่ว่าอาคารของคุณจะถูกออกแบบด้วยรูปทรงหลังคาแบบใด แอมเพิลไลท์พร้อมมอบโซลูชันหลังคาและผนังโปร่งแสง หลังคาไฟเบอร์กลาส มาตรฐานระดับโลก ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศออสเตรเลีย ป้องกันรังสี UV มากกว่า 99% สะท้อนความร้อนสูง แข็งแรง ทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้น และมีระยะเวลารับประกันยาวนานสูงสุด 10–30 ปี

    หากคุณเป็นสถาปนิก ผู้รับเหมา หรือเจ้าของโครงการที่กำลังวางแผนก่อสร้างหรือปรับปรุงหลังคา สามารถปรึกษาทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของแอมเพิลไลท์ เพื่อคำนวณตำแหน่งช่องแสง และเลือกสเปกแผ่นที่เหมาะสมได้โดยตรง สามารถติดต่อหาเราได้ที่แผนกประสานงานฝ่ายขาย 082-782-6774 หรือติดต่อสำนักงานใหญ่ สาขากิ่งแก้ว 02-312-4300, 02-103-4490

    BLOG RELEASE

    ทำความรู้จักแผ่นสกายไลท์ ตัวช่วยกระจายแสงแบบธรรมชาติ

    ปัจจุบันอาคารโรงงานอุตสาหกรรม และอาคารคลังสินค้า เกิดการเปลี่ยนแปลงตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความต้องการสินค้าคุณภาพสูงที่มากขึ้น

    หลังคาโปร่งแสง เพื่อการประหยัดพลังงานสำหรับนักลงทุนยุคใหม่

    จากการวิจัยพบว่าการนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้ภายในอาคารจะทำให้รู้สึกสบายตา การทำงานของสมองดีขึ้น ช่วยเพิ่มความกระฉับกระเฉงในการทำกิจกรรม

    ฉนวนกันความร้อนมีกี่ประเภท และวิธีเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน

    ในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีการใช้งานเครื่องจักรตลอดเวลา