เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
หลายคนอาจสงสัย ทำไมฉนวนกันความร้อนถึงจำเป็นในไทย สาเหตุเป็นเพราะประเทศไทย มีสภาพอากาศร้อนตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ทั้งยังมีความชื้นสูง ทำให้เกิดปัญหาความร้อนสะสมภายในอาคาร “ฉนวนกันความร้อน” จึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการช่วยควบคุมอุณหภูมิ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และเพิ่มความสบายภายในอาคาร ในบทความนี้ แอมเพิลไลท์ จึงอยากพาคุณมาสำรวจ ชนิดของฉนวนกันความร้อนประเภทต่าง ๆ รวมถึงข้อดีของแต่ละประเภท พร้อมแนะนำฉนวนที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นในไทย ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย !
ไขคำตอบ ฉนวนกันความร้อน หมายถึงอะไร ?
ฉนวนกันความร้อน คือ อุปกรณ์ที่ออกแบบมา เพื่อป้องกันการถ่ายเทความร้อน รวมถึงการสะท้อนรังสีความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร หรือจากภายในออกสู่ภายนอก ช่วยทำให้ภายในอาคารมีอุณหภูมิที่คงที่มากขึ้น
ซึ่งในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ฉนวนความร้อนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจาก ไม่เพียงต้องรับมือกับอุณหภูมิสูง แต่ยังต้องเผชิญกับความชื้นสัมพัทธ์ที่สูง ซึ่งมีผลต่อการใช้พลังงาน และความสบายของผู้อยู่อาศัย ทำให้การติดตั้งฉนวนความร้อน จึงมีประโยชน์อีกมากมาย ดังนี้
- ช่วยลดอุณหภูมิ และความร้อนภายในอาคารได้
- ลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ
- ช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว
- เพิ่มความสบายภายในอาคาร

3 ประเภท ฉนวนกันความร้อนที่นิยม มีคุณสมบัติอย่างไร ?
ปัจจุบัน ฉนวนป้องกันความร้อนมีให้เลือกหลากหลายประเภท โดยแต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ฉนวนที่เหมาะสม จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น วัสดุ ความหนา ความสามารถในการป้องกันความร้อน และความทนทานต่อความชื้น ดังนี้
1. ฉนวนไฟเบอร์กลาส (Fiberglass Insulation)
ฉนวนประเภทนี้ ผลิตจากเส้นใยแก้วที่มีคุณสมบัติทนความร้อนสูง น้ำหนักเบา และติดตั้งง่าย เหมาะกับการใช้งานทั้งในบ้านพักอาศัย รวมถึงอาคารพาณิชย์แบบต่าง ๆ โดยข้อดีของฉนวนไฟเบอร์กลาส คือ ช่วยป้องกันความร้อนได้ดี ไม่ติดไฟ ติดตั้งง่าย และน้ำหนักเบา
2. ฉนวนโพลีเอทิลีน (Polyethylene Foam)
ฉนวนโพลีเอทิลีน เป็นฉนวนที่มีโครงสร้างแบบเซลล์ปิด ช่วยป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำ และความร้อนได้ดี นิยมใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการป้องกันความชื้นสูง โดยข้อดีของฉนวนโพลีเอทิลีน คือป้องกันความชื้นได้ดี และไม่ดูดซับน้ำ แต่ข้อเสียที่ราคาของฉนวนชนิดนี้ จะสูงกว่าฉนวนทั่วไป
3. ฉนวนโพลิโอเลฟินส์ (Polyolefins Insulation)
ฉนวนโพลิโอเลฟินส์ เป็นวัสดุฉนวนที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติโดดเด่นกว่าแบบดั้งเดิม ไม่เพียงแต่ช่วยลดความร้อน แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาที่มาพร้อมกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ฉนวนโพลิโอเลฟินส์ เป็นฉนวนที่ถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติโดดเด่นกว่าแบบดั้งเดิม เพราะนอกจากจะช่วยลดความร้อนได้ดีแล้ว ยังช่วยป้องกันปัญหา ที่มาพร้อมกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะสำหรับบ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และโรงงานอุตสาหกรรม โดยข้อดีของฉนวนโพลิโอเลฟินส์ มีดังนี้
- ไม่ลามไฟ: ปลอดภัยจากไฟไหม้ เพราะไม่ติดไฟง่ายเหมือนฉนวนบางประเภท
- ทนความชื้นสูง: มีโครงสร้างพิเศษ ช่วยป้องกันการสะสมของไอน้ำ ลดโอกาสเกิดเชื้อรา และแบคทีเรียได้ดี
- ป้องกันเชื้อรา และแบคทีเรีย: ลดปัญหาสุขภาพจากสารก่อภูมิแพ้
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: ไม่มีสารเคมีอันตราย และปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย
- ประหยัดพลังงาน: ลดความร้อนสะสม ช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หากคุณกำลังมองหาฉนวนป้องกันความร้อน ที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย ขอแนะนำ AmpCell ฉนวนป้องกันความร้อนที่ใช่ เพื่อให้คุณได้ประโยชน์สูงสุดในระยะยาว หากสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ แผนกประสานงานฝ่ายขาย 082-782-6774 หรือติดต่อสำนักงานใหญ่ สาขากิ่งแก้ว 02-312-4300, 02-103-4490
วิธีดูค่า K-Value และ R-Value เลือกฉนวนอย่างไรให้เซฟค่าไฟได้ยั่งยืน
การเลือกฉนวนกันความร้อนให้คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่แค่การพิจารณา ค่าการนำความร้อน (K-Value) หรือ ค่าต้านทานความร้อน (R-Value) ณ วันแรกที่ติดตั้งเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึง “เสถียรภาพและความทนทานของวัสดุ” เมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศจริง และความชื้นใต้หลังคาตลอดอายุการใช้งาน โดยมีตารางเปรียบเทียบ ดังนี้
| วัสดุฉนวน | ค่าการนำความร้อน (K-Value) (หน่วย: W/mK) | ค่าต้านทานความร้อน (R-Value) (หน่วย: m2K/W) | จุดเด่นด้านการใช้งาน และความคุ้มค่าระยะยาว |
| ฉนวนโพลิโอเลฟินส์ (Polyolefin) | 0.031 – 0.034 | 1.10 – 2.20+ (ขึ้นอยู่กับความหนา) | โดดเด่นที่สุดเรื่องความคุ้มค่าระยะยาว โครงสร้างเซลล์ปิด 100% ไม่ดูดซับน้ำ และความชื้น ทำให้ค่าการกันความร้อนคงที่ตลอดอายุการใช้งาน ไม่ยุบตัว ปราศจากฝุ่นละออง ปลอดภัยต่อสุขภาพ |
| ฉนวนไฟเบอร์กลาส (Glasswool) | 0.032 – 0.035 | 1.25 – 1.40 | กันความร้อนได้ดี และช่วยซับเสียง แต่เป็นโครงสร้างเซลล์เปิด หากเจอความชื้นหรือน้ำรั่วซึม วัสดุจะอมน้ำ ยุบตัว และทำให้ประสิทธิภาพการกันความร้อนลดลงอย่างรวดเร็ว |
| ฉนวนโพลีเอทิลีน (PE Foam) | 0.036 – 0.040 | 0.65 – 0.85 | ราคาประหยัด น้ำหนักเบา แต่อายุการใช้งานสั้นกว่า และมีโอกาสยุบตัวหรือหลุดล่อนได้ง่ายเมื่อเจอความร้อนสะสมเป็นเวลานาน |
*หมายเหตุ วัสดุที่มีค่า R-Value สูง และค่า K-Value ต่ำ จะสามารถป้องกันความร้อนได้ดี
สรุปแล้ว วัสดุฉนวนที่มีค่า K-Value ต่ำ และค่า R-Value สูง จะช่วยบล็อกความร้อนได้ดีที่สุด ซึ่งหากมองในแง่การใช้งานจริง ฉนวนโพลิโอเลฟินส์ ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอาคารยุคใหม่ เพราะนอกจากจะมีค่าการกันความร้อนที่ยอดเยี่ยมเทียบเท่าหรือเหนือกว่าวัสดุอื่นในตลาดแล้ว โครงสร้างโฟมเซลล์ปิดยังช่วยล็อกประสิทธิภาพการกันร้อนให้ยาวนาน ไม่เสื่อมสภาพตามสภาพอากาศ ยืนระยะช่วยเซฟค่าไฟให้ตัวอาคารได้อย่างยั่งยืนที่สุด
แชร์ขั้นตอนการเลือกซื้อ และติดตั้งฉนวนกันความร้อนให้เหมาะสม
การติดตั้งฉนวนกันความร้อนจำเป็นต้องเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับลักษณะของอาคาร เพราะฉนวนแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน โดยมีขั้นตอนการเลือกซื้อและติดตั้งให้เหมาะสม ดังนี้
- วิเคราะห์พื้นที่: ตรวจสอบพื้นที่ที่ต้องการติดตั้งฉนวนให้ชัดเจนก่อน เช่น บริเวณหลังคา ใต้ฝ้าเพดาน หรือผนังอาคาร เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้าง และระดับความร้อนที่ต้องรับมือแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกชนิดและความหนาของฉนวนที่เหมาะสม
- เปรียบเทียบวัสดุฉนวน: เลือกฉนวนที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการ พร้อมควรพิจารณาทั้งค่าความเป็นฉนวนความร้อน (R-Value) งบประมาณ และอายุการใช้งานประกอบกัน
- ติดตั้งฉนวน: ติดตั้งฉนวนให้แนบสนิทกับพื้นผิวโดยไม่เว้นช่องว่าง เพื่อป้องกันความร้อนรั่วไหลผ่านรอยต่อ แนะนำให้ติดตั้งตามมาตรฐานวิศวกรรมและข้อกำหนดที่ผู้ผลิตกำหนด

แจกตำแหน่งการติดตั้งฉนวนกันความร้อน ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
การติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อนอย่างถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน ลดการใช้พลังงาน และช่วยให้ภายในอาคารเย็นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยตำแหน่งที่นิยมติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน ได้แก่ ใต้หลังคา บนฝ้า และในผนัง ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีรายละเอียดที่ต้องคำนึงถึงแตกต่างกัน ดังนี้
1. ติดตั้งฉนวนใต้หลังคา
การติดตั้งใต้หลังคา ถือเป็นวิธีที่แนะนำสำหรับใครที่อยากลดความร้อนโดยตรง เนื่องจาก แสงแดดจะกระทบหลังคาตลอดวัน ทำให้อุณหภูมิใต้หลังคาสูงถึง 60-70°C ซึ่งหากไม่มีฉนวนช่วยป้องกัน ความร้อนจะถูกส่งต่อไปยังฝ้าเพดาน และแผ่เข้าสู่ภายในบ้านทันที
- วิธีที่แนะนำ: ใช้วัสดุฉนวนที่สามารถทนต่ออุณหภูมิสูง เช่น ฉนวนโพลิโอเลฟินส์ หรือไฟเบอร์กลาส
- ข้อควรพิจารณา: ควรเว้นช่องว่างระหว่างฉนวนกับแผ่นหลังคา เพื่อให้มีอากาศถ่ายเท และลดการสะสมความร้อน
2. ติดตั้งฉนวนบนฝ้าเพดาน
ฝ้าเพดาน เป็นจุดที่รองรับความร้อนจากหลังคาโดยตรง ซึ่งการติดตั้งฉนวนบนฝ้า จะเข้ามาช่วยลดการส่งผ่านความร้อนลงสู่ตัวบ้าน
- วิธีที่แนะนำ: ควรใช้ฉนวนแผ่น หรือม้วนวางบนฝ้า โดยต้องครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดให้แนบสนิท
- ข้อควรพิจารณา: ควรเลือกฉนวนที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ และสามารถทนความชื้นได้ดี เพื่อลดปัญหาการสะสมของเชื้อรา
3. ติดตั้งฉนวนในผนัง
บริเวณผนัง เป็นอีกจุดที่มีการถ่ายเทความร้อนระหว่างภายใน และภายนอกอาคาร เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งจุดที่ที่รับแสงแดดโดยตรงเช่นกัน
- วิธีติดตั้งที่แนะนำ: วางฉนวนระหว่างโครงผนังเบา หรือฝังในผนังปูน
- ข้อควรพิจารณา: เลือกฉนวนที่มีคุณสมบัติป้องกันความชื้น เพื่อป้องกันปัญหาฝ้า และเชื้อราในระยะยาว
ฉนวนป้องกันความร้อน “AmpCell” นวัตกรรมสุดล้ำจาก แอมเพิลไลท์
สำหรับผู้ประกอบการ หรือใครที่กำลังมองหาฉนวนป้องกันความร้อน ที่ตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนชื้นของไทย AmpCell ก็เป็นตัวเลือกที่คุณกำลังมองหา เนื่องจาก AmpCell เป็นฉนวนป้องกันความร้อนที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนชื้นของไทยโดยเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติที่โดดเด่นมากมาย ดังนี้
- โครงสร้างเซลล์ปิด: ช่วยป้องกันความชื้น และลดการสะสมของเชื้อรา
- น้ำหนักเบา: ติดตั้งง่าย ไม่เพิ่มภาระโครงสร้างอาคาร
- มีค่าการนำความร้อนต่ำ: ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่อาคาร
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: ไม่มีสารเคมีอันตราย ปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย
- ประหยัดพลังงาน: ลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว
และสุดท้ายนี้ หากคุณกำลังมองหาแผ่นฉนวนป้องกันความร้อนที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์การใช้งาน ก็อย่าลืมแอมเพิลไลท์ให้เป็นผู้ดูแล หากสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ แผนกประสานงานฝ่ายขาย 082-782-6774 หรือติดต่อสำนักงานใหญ่ สาขากิ่งแก้ว 02-312-4300, 02-103-4490
แผ่นฉนวนกันความร้อน มีอะไรบ้าง ?
– ฉนวนความร้อน ถูกผลิตจากวัสดุหลากหลาย ได้แก่
– ฉนวนใยหิน (Rock Wool)
– อะลูมิเนียมฟอยล์ (Aluminium Foil)
– ฉนวน PE (Polyethylene Foam)
– ฉนวน PS (Polystyrene Foam)
– ฉนวน PU (Polyurethane Foam)
– ฉนวนใยแก้ว (Glass Wool)
ควรติดตั้งแผ่นฉนวนป้องกันความร้อน ด้านไหน ?
การติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน จะต้องควรติดตั้งด้านที่มีแผ่นฟอยล์เคลือบหันออกด้านนอก เพื่อสะท้อนรังสีความร้อนออกจากอาคาร
แผ่นฉนวนป้องกันความร้อน 1 ม้วน มีกี่ตารางเมตร
ขนาดมาตรฐานของฉนวนป้องกันความร้อนแบบม้วน มีตั้งแต่ 32.5 ตารางเมตร และ 65 ตารางเมตร ขึ้นอยู่กับความหนาและรุ่นของฉนวน
แผ่นฉนวนป้องกันความร้อน มีกี่รูปแบบ สำหรับใช้งานในอาคาร
ฉนวนป้องกันความร้อน แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ตามการใช้งาน ได้แก่ ฉนวนใต้หลังคา ฉนวนบนฝ้าเพดาน และฉนวนในผนัง