082 782 6774 ampelitemkt marketing@ampelite.co.th

ข้อควรรู้ ก่อนติดตั้งฉนวนกันความร้อน มีอะไรบ้าง ?

ฉนวนกันความร้อน

เนื่องจาก สภาพอากาศร้อนจัดของประเทศไทย และค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทำให้การติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน เป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของโรงงาน อาคารพาณิชย์ หรืออาคารขนาดใหญ่ไม่ควรมองข้าม แต่ก่อนจะตัดสินใจเลือกฉนวนชนิดใดมาติดตั้ง สิ่งที่ควรทำคือต้องทำความเข้าใจข้อควรรู้ และปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ฉนวนป้องกันความร้อนที่เหมาะสม และคุ้มค่าต่อการใช้งานมากที่สุด

ในบทความนี้ แอมเพิลไลท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านหลังคา และวัสดุกันความร้อนคุณภาพสูง จะพาคุณไปเจาะลึกตั้งแต่เหตุผลว่า ทำไมโรงงานต้องติดฉนวนกันความร้อน ไปจนถึงการเปรียบเทียบฉนวนแต่ละชนิด พร้อมแนวทางเลือกฉนวนที่เหมาะกับอาคารของคุณมากที่สุด ถ้าพร้อมแล้ว เราไปเริ่มกันเลย

ทำไมโรงงานที่ได้มาตรฐาน ถึงต้องติดตั้งฉนวนกันความร้อน ?

แม้ว่าการติดตั้งฉนวนกันความร้อน จะดูเป็นการเพิ่มต้นทุนในช่วงแรก แต่สำหรับโรงงาน หรืออาคารพาณิชย์ ที่ต้องการมาตรฐานในการดำเนินงาน ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการบริหารต้นทุนในระยะยาว ฉนวนป้องกันความร้อนก็ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้

  • ปัญหาความร้อนที่ส่งผลต่ออาคาร

ไทย เป็นประเทศที่มีอากาศร้อนชื้นตลอดปี โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน อุณหภูมิภายนอกสามารถพุ่งสูงกว่า 40°C ได้ง่าย ซึ่งหากอาคารที่ไม่ได้ติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน อุณหภูมิภายในอาจสูงขึ้นเกินกว่าเกณฑ์ที่ปลอดภัยต่อการทำงาน หรือเก็บรักษาสินค้า

  • ประหยัดพลังงาน ตอบโจทย์ภาวะโลกร้อน และค่าไฟที่สูงขึ้น

การติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน สามารถลดภาระของระบบปรับได้อากาศ โดยสามารถป้องกันความร้อนไม่ให้เข้าสู่ภายในอาคารได้โดยตรง ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง และช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้สูงถึง 15 – 30% ขึ้นอยู่กับชนิดของฉนวน และพื้นที่ใช้งาน

นอกจากนี้ โรงงานที่มีระบบจัดการพลังงานที่ดี ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมาเป็น ส่วนหนึ่งของการประเมิน เพื่อขอรับรองมาตรฐาน ISO หรือการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากรัฐได้อีกด้วย ถือเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ในยุคที่ทุกธุรกิจต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)

เทียบคุณสมบัติ 6 ฉนวนป้องกันความร้อน เลือกแบบไหนถึงจะดี

ฉนวนกันความร้อนในปัจจุบัน มีหลากหลายชนิดให้เลือก โดยแต่ละชนิดมีจุดเด่น จุดด้อย และความเหมาะในการใช้งานแตกต่างกัน หากเลือกโดยไม่เข้าใจความเหมาะสม อาจได้ฉนวนที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และต่อไปนี้ คือ คุณสมบัติของฉนวนป้องกันความร้อน แต่ละประเภทที่ควรรู้

  1. ฉนวนใยแก้ว

ฉนวนใยแก้ว เป็นฉนวนแผ่นหนา ที่ประกอบด้วยใยแก้วเส้นเล็ก ประสานกันจนเกิดเป็นโพรงอากาศ ทำหน้าที่กักความร้อนไว้ด้านใน ซึ่งลักษณะเด่นของฉนวนนี้ คือการที่มีอากาศอยู่ในเส้นใยจำนวนมาก ทำให้ต้านทานความร้อนได้ดี อีกทั้งยังมีคุณสมบัติดูดซับเสียงได้ดีเยี่ยม จึงนิยมใช้ร่วมกับฟอยล์เพื่อกันความชื้น

  1. ฉนวนพอลิยูรีเทนโฟม

ฉนวนพอลิยูรีเทนโฟม (PU) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โฟมพียู” เป็นฉนวนป้องกันความร้อนที่ผลิตจากเทคโนโลยีการฉีดพ่นโฟมโดยตรงลงบนพื้นผิว ทำให้เนื้อโฟมสามารถขยายตัว และแนบสนิทกับโครงสร้างได้อย่างไร้รอยต่อ ช่วยลดปัญหาอากาศรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัสดุชนิดนี้มีค่าการนำความร้อนต่ำ (Low Thermal Conductivity) จึงมีค่าการต้านทานความร้อน (R-Value) สูงมาก ทำให้เหมาะมากสำหรับอาคารที่ต้องการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติป้องกันความชื้น กันน้ำ และลดเสียงรบกวนได้ดีอีกด้วย

  1. ฉนวนเซลลูโลส

ฉนวนเซลลูโลส หรือฉนวนเยื่อกระดาษ เป็นฉนวนป้องกันความร้อนประเภทฉีดพ่น ที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล หรือกระดาษที่ใช้แล้ว โดยผ่านกระบวนการบดละเอียด และผสมสารเคมีที่ปลอดภัย เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการป้องกันไฟและเชื้อรา

โดยฉนวนชนิดนี้ มีคุณสมบัติเด่นในด้านการป้องกันความร้อน ควบคุมอุณหภูมิได้ดี และยังมีน้ำหนักเบา จึงไม่เพิ่มภาระให้โครงสร้างอาคาร อีกทั้งยังสามารถกันเสียงได้ดี ที่สำคัญ คือไม่เป็นแหล่งอาหารของหนู ปลวก หรือแมลงสาบ จึงช่วยลดปัญหาสัตว์รบกวนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ฉนวนเซลลูโลสมีข้อจำกัดเรื่อง ความหนาที่อาจไม่สม่ำเสมอ เนื่องจาก เป็นการฉีดพ่นด้วยแรงลมและแรงคน จึงควรติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

  1. ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์

ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์ เป็นวัสดุสะท้อนความร้อน ที่นิยมติดตั้งใต้แผ่นหลังคาในขั้นตอนการก่อสร้าง มองดูภายนอกอาจคล้ายฟอยล์ห่ออาหาร แต่มีความหนา เหนียว และทนทานกว่ามาก ซึ่งจุดเด่นหลัก ๆ ของฉนวนชนิดนี้ คือ ช่วยสะท้อนรังสีความร้อน และรังสี UV ไม่ให้เข้าสู่ตัวอาคาร รวมถึงช่วยลดอุณหภูมิภายในได้ดีในวันที่แดดแรง

อย่างไรก็ตาม หากใช้ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์อย่างเดียว อาจไม่เพียงพอในพื้นที่ที่ร้อนจัด แนะนำให้ใช้งานร่วมกับฉนวนประเภทอื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยควรรักษาความสะอาดผิวฟอยล์อยู่เสมอ เพราะคราบ หรือฝุ่นที่เกาะ ทำให้ความสามารถในการสะท้อนความร้อนลดลงได้

  1. ฉนวนพอลิเอทิลีนโฟม

ฉนวนพอลิเอทิลีนโฟม หรือที่เรียกกันว่า ฉนวนกันความร้อน PE เป็นฉนวนแบบโฟม ที่มีโครงสร้างเซลล์ปิด มีความหนานุ่ม ยืดหยุ่นสูง และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในบ้านพักอาศัย เพราะมี ราคาถูกกว่าฉนวนใยแก้ว และยังให้คุณสมบัติในการกันความร้อนได้ดีในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ หากต้องการเพิ่มความปลอดภัย แนะนำให้เลือกใช้รุ่นที่ผสมสารกันไฟลาม เพื่อป้องกันอัคคีภัย และควรติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้วัสดุแนบสนิท และมีประสิทธิภาพสูงสุด

  1. ฉนวนโพลีโอเลฟิน

ฉนวนโพลีโอเลฟิน เป็นฉนวนแบบเซลล์ปิดที่ผ่านกระบวนการ Cross-Link เพื่อให้โครงสร้างภายในแน่น และแข็งแรงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับโฟม PE ทั่วไปแล้ว โฟมโพลีโอเลฟินจะมีอายุการใช้งานนานกว่า ไม่กรอบแตกง่าย และมีค่าการนำความร้อนต่ำกว่า ทำให้สามารถกันความร้อนได้ดี ทั้งยังทนต่อสารเคมี ความชื้น และเชื้อรา

ทั้งนี้ ใครที่กำลังตามฉนวนป้องกันความร้อนเพื่อติดตั้งในโรงงาน ขอแนะนำฉนวนป้องกันความร้อน AmpCell จากแอมเพิลไลท์ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสะท้อนความร้อน และป้องกันไฟลาม เหมาะสำหรับสภาพอากาศร้อนจัด โดยตอบโจทย์ด้านความทนทาน และประหยัดพลังงานในระยะยาว สนใจติดต่อหาเราได้ที่ แผนกประสานงานฝ่ายขาย

ปัจจัยที่ควรพิจารณา ก่อนติดตั้งฉนวนกันความร้อน

ก่อนตัดสินใจเลือกฉนวนป้องกันความร้อน ไม่ใช่แค่ดูจากราคา หรือชื่อยี่ห้อเท่านั้น แต่ควรพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และคุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว อาทิปัจจัยดังต่อไปนี้

  • สภาพภูมิอากาศ และทิศทางแดดของพื้นที่

ประเทศไทย มีอากาศร้อนชื้น และแสงแดดแรง ทำให้ในช่วงกลางวัน พื้นที่ที่รับแดดมาก เช่น ทิศตะวันตกและทิศใต้ มักต้องการฉนวนที่สามารถสะท้อนความร้อนได้ดี หรือมีค่า R-Value สูง ดังนั้น ควรเลือกฉนวนที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่

  • โครงสร้าง และวัสดุของอาคาร

สำหรับวัสดุก่อสร้าง เช่น คอนกรีต ไม้ หรือเหล็ก มีการถ่ายเทความร้อนที่แตกต่างกัน โดยฉนวนบางชนิดเหมาะกับพื้นผิวเรียบ เช่น แผ่นคอนกรีต ในขณะที่บางชนิดจะเหมาะสำหรับพื้นที่แคบ หรือโครงสร้างซับซ้อน เช่น ฉนวนพ่นเซลลูโลส หรือ PU ที่สามารถแทรกตัวเข้าไปในพื้นที่ได้ง่าย

  • ค่า R-Value และคุณสมบัติการต้านทานความร้อน

R-Value คือ ค่าความสามารถในการต้านทานความร้อนของฉนวน ยิ่งค่า R สูง ยิ่งกันความร้อนได้ดี ฉนวนที่มีค่า R สูงจึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการลดการสะสมความร้อน เช่น โรงงาน หรือโกดังสินค้าเป็นอย่างมาก

  • งบประมาณ และความคุ้มค่าในระยะยาว

แม้ฉนวนบางชนิดจะมีราคาสูง แต่สามารถประหยัดค่าไฟในระยะยาว โดยมีข้อควรพิจารณา เช่น ฉนวนนั้นมีอายุการใช้งานยาวนานแค่ไหน ดูแลรักษาง่ายหรือไม่ และคุ้มค่ากับต้นทุนในการติดตั้งหรือไม่ เป็นต้น

สุดท้ายนี้ หากคุณกำลังมองหาฉนวนกันความร้อนประสิทธิภาพสูง ที่ติดตั้งง่าย ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ มีค่า R สูง และมาพร้อมทีมงานมืออาชีพในการให้คำปรึกษา และดูแลการติดตั้งแบบครบวงจร แอมเพิลไลท์พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ 

ไม่ว่าจะเป็นงานอาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม หรืออาคารที่พักอาศัย ให้คุณมั่นใจในคุณภาพ และความคุ้มค่า สนใจติดต่อหาเราได้ที่ แผนกประสานงานฝ่ายขาย 082-782-6774 หรือติดต่อสำนักงานใหญ่ สาขากิ่งแก้ว 02-312-4300, 02-103-4490

BLOG RELEASE

หลังคาเมทัลชีท vs กระเบื้อง แบบไหนดีกว่าสำหรับโรงจอดรถ

การเลือกหลังคาเมทัลชีท หรือหลังคากระเบื้อง สำหรับโรงจอดรถ

ลดอุณหภูมิในโรงงานฟอกหนัง ด้วยฉนวนกันความร้อน Ampcell

อุณหภูมิที่เหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งมีส่งผลต่อการผลิตหนังคุณภาพสูง แต่โรงงานฟอกหนังทั่วไปมักประสบปัญหาความร้อนสูง

เปลี่ยนหลังคาเก่าเป็นหลังคาโพลีคาร์บอเนต คุ้มค่าหรือไม่ ?

รู้หรือไม่ว่า หากหลังคาเดิมเริ่มเสื่อมสภาพ รั่วซึม