ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สภาพอากาศในประเทศไทยร้อนจัดแทบตลอดทั้งปี และมีแนวโน้มว่าจะอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ ทำให้ฉนวนป้องกันความร้อน กลายมาเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญ ที่ช่วยในการลดอุณหภูมิของอาคารทุกประเภท รวมถึงควบคุมอุณหภูมิในอาคารให้คงที่ และป้องกันไม่ให้เครื่องจักร หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานหนักเกินความจำเป็น
หากใครที่ยังลังเลว่า ควรเลือกฉนวนป้องกันความร้อนแบบไหนดี ระหว่างฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น หรือแบบโฟม ในบทความนี้ แอมเพิลไลท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านหลังคา และฉนวนป้องกันความร้อน ได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ มาไว้ให้แล้ว เพื่อให้ทุกคนได้เลือกใช้งานอย่างเหมาะสม และมั่นใจได้ว่าฉนวนที่เลือกมา ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เราไปดูพร้อมกันได้เลย

เจาะลึก ความแตกต่างระหว่างฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น และแบบโฟม
ฉนวนกันความร้อน คือ วัสดุที่ใช้ลดการถ่ายเทความร้อน ระหว่างภายนอก และภายในอาคาร ทำให้อุณหภูมิในอาคารเย็นสบาย และไม่ร้อนอบอ้าว ส่งผลให้การใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ และเครื่องจักรต่าง ๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
โดยรูปแบบของฉนวนป้องกันความร้อน สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ ฉนวนป้องกันความร้อนแบบแผ่น และฉนวนแบบโฟม ซึ่งแม้ว่าจะมีคุณสมบัติในการลดความร้อนเหมือนกัน แต่ก็ยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ดังนี้
- ฉนวนป้องกันความร้อนแบบโฟม
สำหรับฉนวนป้องกันความร้อนแบบโฟม เป็นฉนวนแบบพ่นใต้หลังคา เพื่อทำหน้าที่ป้องกันความร้อน ซึ่งจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่ซ่อมบำรุงได้ยากกว่า โดยฉนวนป้องกันความร้อนแบบโฟม สามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้
- เซรามิกสะท้อนความร้อน (Ceramic Coating): เป็นแผ่นฟิล์มที่เกิดจากเซรามิก ผสมกับอะคริลิก และส่วนผสมอื่น ๆ ไว้ด้วยกัน โดยส่วนใหญ่จะนิยมพ่นรอบ ๆ อาคาร ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งคุณสมบัติเด่นจะอยู่ที่การลดอุณหภูมิ และป้องกันน้ำรั่วซึม
- เยื่อกระดาษ (Cellulose): ถือเป็นฉนวนแบบโฟม ที่โดดเด่นในเรื่องของน้ำหนักเบา ไม่ลามไฟ และไม่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์พาหะ โดยสามารถฉีดได้ในหลายพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก ไม้ หรือคอนกรีต
- พียูโฟม (Polyurethane): ประกอบด้วยอนูโฟมละเอียด 95% มีความคงทน และไม่ยุบตัว ถือเป็นฉนวนแบบโฟมที่กันความร้อน ไม่ลามไฟ ป้องกันไฟได้ดี และไม่ดูดซับความชื้น ทั้งยังใช้งานได้ง่าย
- ฉนวนป้องกันความร้อนแบบแผ่น
ฉนวนป้องกันความร้อนแบบแผ่น ถือเป็นฉนวนที่ได้รับความนิยมอย่างมากในท้องตลาด เพราะติดตั้งได้ง่าย ไม่ฉีกขาดง่าย และไม่สะสมความร้อน ทั้งยังช่วยสะท้อนรังสีอัลตราไวโอเลต เมื่อติดตั้งบริเวณใต้หลังคา หรือโครงหลังคา ทำให้ความร้อน และรังสี UV ไม่สามารถแทรกซึมเข้ามาภายในตัวอาคารได้
ซึ่งในท้องตลาด ฉนวนป้องกันความร้อนแบบแผ่น ก็มีให้เลือกด้วยกันหลายวัสดุ ครอบคลุมทั้งความต้องการ ความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร และงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็น
- อะลูมิเนียมฟอยล์ (Aluminium Foil): มีลักษณะเป็นแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ 2 หน้าบาง ๆ ทำหน้าที่สะท้อนความร้อน โดยมีประสิทธิภาพในการสะท้อนรังสี UV ได้สูงสุด 97% ทั้งยังทนทานต่อแรงดึง และไม่ฉีกขาดได้ง่าย
- โพลีเอทิลีนโฟม (Polyethylene Foam): มีลักษณะเป็นแผ่นโฟมที่เป็นอะลูมิเนียมฟอยล์ 1 ด้าน หรือ 2 ด้านประกบแต่ละชิ้นให้ติดกันด้วยกาว จุดเด่นของฉนวนโพลีเอทิลีนโฟม จะอยู่ตรงที่การป้องกันความร้อน พร้อมกับช่วยสะท้อนความร้อนในตัว ทำให้ควบคุมอุณหภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ใยไฟเบอร์กลาส (Fiberglass): ผลิตจากเส้นใยไฟเบอร์กลาส โดยโครงสร้างของเส้นใยคล้ายกับรูพรุน ช่วยลดปริมาณความร้อน ที่จะผ่านเข้าสู่อาคารได้ดี ทั้งยังกันเสียง น้ำหนักเบา และมีความยืดหยุ่นสูง
- โพลิโอเลฟินส์ (Polyolefins): เป็นฉนวนที่มีความทนทานสูง เต็มไปด้วยประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน และลดอุณหภูมิในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นวัสดุที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลใหม่ได้ ทำให้ลดการสร้างขยะพลาสติก และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่
อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่กำลังสนใจติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน ให้เหมาะกับอาคารของคุณ อย่าลืมนึกถึงฉนวนโพลิโอเลฟินส์ AmpCell จากแอมเพิลไลท์ เพราะเป็นฉนวนที่มีประสิทธิภาพสูง ทนทาน และปลอดภัยต่อทุกสถานการณ์ หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ แผนกประสานงานฝ่ายขาย 082-782-6774 หรือติดต่อสำนักงานใหญ่ สาขากิ่งแก้ว 02-312-4300, 02-103-4490

เทคนิค เลือกฉนวนกันความร้อนให้ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพในระยะยาว
เมื่อคนส่วนใหญ่ หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น เพื่อดูแลตัวเองให้แข็งแรง และปลอดภัย จากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ฉนวนป้องกันความร้อนที่ดี จะต้องควบคุมอุณหภูมิในอาคารได้ดี และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือสุขอนามัยของผู้ใช้งานในอาคารไปพร้อมกัน โดยแอมเพิลไลท์ ได้รวบรวมเทคนิคการเลือกฉนวนกันความร้อน ให้ปลอดภัยต่อสุขภาพมาให้แล้ว ดังนี้
- ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน
ค่า R-Value เป็นค่าที่ใช้วัดความสามารถ ในการต้านทานความร้อนของฉนวน (Thermal Resistance) โดยยิ่งค่า R สูง ความสามารถในการสะท้อนความร้อน ก็มากขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งค่า K-Value หรือค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน (Thermal Conductivity) จะต้องต่ำ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ฉนวนที่เลือกมา ป้องกันความร้อนได้อย่างดี
- ทนทาน ไม่แตกหักง่าย
อีกหนึ่งจุดสำคัญ ที่ช่วยตัดสินได้ว่า ฉนวนที่เลือกมาปลอดภัยต่อสุขภาพหรือไม่ คือ วัสดุจะต้องมีความทนทาน และไม่แตกหักได้ง่าย เพื่อลดการแพร่กระจายของฝุ่น หรือเศษวัสดุ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น การระคายเคืองผิวหนัง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นภูมิแพ้ เมื่อสัมผัสกับละอองฝุ่น ที่เกิดจากการแตกหักของฉนวน อาการภูมิแพ้ก็สามารถกำเริบขึ้นมาได้ง่าย
- เลือกฉนวนที่มีฉลากรับรองความปลอดภัย
การเลือกฉนวนป้องกันความร้อน ที่มีฉลากรับรองความปลอดภัย ตามมาตรฐานระดับสากล เช่น BS467, UL94, ASTM E84 และ ISO 5659 ช่วยการันตีได้ว่า ฉนวนที่เลือกใช้นั้น จะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งยังมีความปลอดภัยต่ออาคารในระยะยาว
- ไม่มีการปล่อยฝุ่น หรือสารพิษ
นอกเหนือจากการสังเกตฉลากรับรองความปลอดภัยแล้ว แนะนำให้เลือกฉนวนที่ได้รับการันตีว่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีการปล่อยฝุ่น หรือสารพิษสู่อากาศ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ หรือเพิ่มความเสี่ยง ต่อการเกิดอาการแพ้
AmpCell ฉนวนกันความร้อนคุณภาพสูง ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
AmpCell คือ ฉนวนป้องกันความร้อน จากแบรนด์แอมเพิลไลท์ ซึ่งเป็นฉนวนที่ผลิตจากวัสดุ Polyolefin คุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยี Physically Cross-linked PE (IXPE) โดยมีโครงสร้างแบบเซลล์ปิดอย่างสมบูรณ์ (Completely Closed Cell) จึงมั่นใจได้ว่าปลอดสารพิษ หรือสารตกค้าง ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย
นอกจากนี้ ฉนวนกันความร้อน AmpCell ยังปราศจากส่วนผสมของ PVC และฟอร์มาลดีไฮด์ ปลอดสาร CFC และ HCFCs ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน มั่นใจได้ในเรื่องการป้องกันไฟ ไม่ลามไฟ และไม่เกิดควันพิษ ได้การรับรองมาตรฐาน BS467, UL94, ASTM E84 และ ISO 5659 หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกประสานงานฝ่ายขาย 082-782-6774 หรือติดต่อสำนักงานใหญ่ สาขากิ่งแก้ว 02-312-4300, 02-103-4490