ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่อุณหภูมิภายนอกสูงเกิน 38–42 องศาเซลเซียส ขณะที่รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่แผ่ลงมาตกกระทบหลังคาอาคารโดยตรง ส่งผลให้พื้นผิวหลังคาบ้านและโรงงาน โดยเฉพาะหลังคาเมทัลชีท สะสมความร้อนได้สูงถึง 60–75 องศาเซลเซียส
เมื่อความร้อนถ่ายเทผ่านโครงสร้างหลังคาลงสู่ฝ้าเพดานและพื้นที่ทำงาน อาคารจึงกลายเป็นพื้นที่สะสมความร้อน ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักตลอดเวลา ค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูง การติดตั้งฉนวนกันความร้อนจึงเป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อช่วยประหยัดค่าไฟและยืดอายุการใช้งานของอาคาร
แอมเพิลไลท์ สรุปคู่มือเจาะลึกคุณสมบัติของฉนวนกันร้อนยอดนิยมทั้ง 7 ชนิด พร้อมตารางเปรียบเทียบสเปก และราคาประเมินค่าวัสดุพร้อมติดตั้ง เพื่อให้คุณเลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด
เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
ฉนวนกันความร้อน คืออะไร ?
ฉนวนกันความร้อน คือ อุปกรณ์ที่ช่วยลดการถ่ายเทความร้อน จากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร หรือจากภายในออกสู่ภายนอก เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในให้คงที่ และเย็นสบายมากขึ้น
ทำไม “ฉนวนกันความร้อน” ถึงสำคัญในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย
เนื่องจาก สภาพอากาศของไทยที่เป็นแบบร้อนชื้น ทำให้การติดตั้งฉนวนความร้อน ส่งผลต่ออาคารในหลาย ๆ ด้าน ดังต่อไปนี้
ลดความร้อนสะสมภายในอาคาร
ประเทศไทย มีแดดแรงตลอดทั้งปี ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในอาคารได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณหลังคา และผนัง ซึ่งการมีฉนวนกันร้อนนี้ จะช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร ทำให้ภายในอาคารเย็นสบายมากยิ่งขึ้น
ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และค่าไฟ
เมื่ออุณหภูมิภายในอาคารลดลง จากการติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน จะช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ส่งผลให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
ป้องกันความชื้น และเชื้อรา
ประเทศไทยมีความชื้นสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเชื้อรา และอาจส่งผลเสียต่อโครงสร้างอาคาร อย่างไรก็ตาม ฉนวนความร้อนบางประเภทนั้น สามารถช่วยควบคุมความชื้น ลดโอกาสการเกิดเชื้อรา และกลิ่นอับได้ ทำให้สามารถแก้ปัญหาความชื้น และเชื้อรา ภายในอาคารได้เป็นอย่างดี
3 ค่าสำคัญที่ต้องรู้ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อฉนวนกันความร้อน
ก่อนจะเลือกซื้อฉนวนกันร้อน การทำความเข้าใจค่ามาตรฐานบนฉลากผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้คุณประเมินประสิทธิภาพการกันความร้อนได้อย่างแม่นยำ ดังนี้
- ค่า K (Thermal Conductivity): ค่าการนำความร้อน ยิ่งตัวเลขต่ำ แสดงว่าความร้อนผ่านเนื้อวัสดุได้ยาก ถือว่ายิ่งมีประสิทธิภาพดี (หน่วย: W/m·K)
- ค่า R (Thermal Resistance): ค่าความต้านทานความร้อน คำนวณจากความหนาและค่า K ของฉนวน ยิ่งมีค่า R สูง ยิ่งป้องกันความร้อนได้ดี (หน่วย: m²·K/W)
- ค่า U (Thermal Transmittance): ค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของระบบหลังคาหลังติดตั้งฉนวน ยิ่งค่าต่ำ ยิ่งกักเก็บความเย็นและกันความร้อนได้สมบูรณ์
สรุปการเข้าใจค่ามาตรฐานทั้ง 3 ตัวนี้ จะช่วยให้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของฉนวนแต่ละชนิดได้อย่างชัดเจน

เปรียบเทียบคุณสมบัติฉนวนกันความร้อนยอดนิยม 7 ชนิด
ในท้องตลาดปัจจุบันมีฉนวนให้เลือกหลายประเภท ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะเนื้อวัสดุและคุณสมบัติการใช้งานที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น
1. ฉนวนโพลีโอเลฟินส์เซลล์ปิด IXPE (AmpCell)
- ลักษณะวัสดุ: โฟมโพลีโอเลฟินส์เซลล์ปิด 100% ผลิตด้วยเทคโนโลยียิงลำแสงอิเล็กตรอน (Physically Cross-linked) นวัตกรรมจากออสเตรเลียและญี่ปุ่น
- จุดเด่น:
- กันความร้อนได้อย่างยอดเยี่ยม: ค่าการนำความร้อนต่ำมาก คงประสิทธิภาพต้านทานความร้อนได้อย่างสม่ำเสมอ
- ไม่อมน้ำ 100%: โครงสร้างเซลล์ปิดแท้ อัตราดูดซึมน้ำต่ำกว่า 0.01% ป้องกันการเกิดหยดน้ำใต้หลังคา (Anti-Condensation) หมดปัญหาฉนวนอุ้มน้ำจนหลุดร่อน
- สะอาด ปลอดภัยต่อสุขภาพ: ไร้สารเคมีตกค้าง ไร้สารฟอร์มาลดีไฮด์ ไร้สารระเหย (Zero VOCs) และไม่มีฝุ่นละอองใยแก้ว
- มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล: ผ่านการทดสอบไม่ลามไฟ BS 476, ASTM E84 Class A และ UL94 ควันพิษต่ำ
- คุ้มค่าระยะยาว: ได้รับการรับรอง Green Star จากสภาอาคารเขียวออสเตรเลีย พร้อมการรับประกันยาวนาน 12 ปีเต็ม
- ความคุ้มค่า: ให้ผลตอบแทนการลงทุนคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว ใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 15–20 ปี โดยไม่เปื่อยยุ่ย ไม่หลุดร่อนเป็นผง และช่วยประหยัดค่าไฟได้อย่างต่อเนื่อง
2. ฉนวนแอร์บับเบิ้ล (Air Bubble Foil)
- ลักษณะวัสดุ: พลาสติกโพลีเอทิลีนขึ้นรูปเป็นฟองอากาศกลม ประกบแผ่นฟอยล์สะท้อนรังสีความร้อน ความหนาเฉลี่ย 4–8 มิลลิเมตร
- จุดเด่น: น้ำหนักเบา ราคาประหยัด ติดตั้งสะดวกรวดเร็ว
- ข้อจำกัด: สกัดความร้อนได้เฉพาะการสะท้อนรังสีเบื้องต้น แต่มีมวลหน่วงความร้อนต่ำ เมื่อใช้งานในพื้นที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน เม็ดอากาศอาจแฟบตัวและชั้นฟอยล์อาจกรอบแตกได้
3. ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์บริสุทธิ์ (Pure Aluminium Foil)
- ลักษณะวัสดุ: แผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ความบริสุทธิ์สูง เสริมเส้นใยเพื่อป้องกันการฉีกขาด
- จุดเด่น: สะท้อนรังสีความร้อนจากแดดได้สูงถึง 95–97% ไม่ลามไฟ และไม่อมน้ำ
- ข้อจำกัด: ทำหน้าที่สะท้อนรังสีความร้อนเพียงอย่างเดียว ไม่มีมวลเนื้อฉนวนสำหรับหน่วงการนำความร้อน หากมีฝุ่นสะสมบนผิวฟอยล์ ประสิทธิภาพการสะท้อนจะลดลง จึงนิยมใช้ร่วมกับฉนวนชนิดอื่น
4. ฉนวนโฟม PE (Polyethylene Foam)
- ลักษณะวัสดุ: โฟมพลาสติกเนื้อนุ่ม มีทั้งแบบแผ่นและแบบม้วน ปิดผิวหน้าด้วยอะลูมิเนียมฟอยล์ ความหนา 3–20 มิลลิเมตร
- จุดเด่น: น้ำหนักเบา ยืดหยุ่นได้ดี ราคาจับต้องได้ นิยมใช้ติดใต้แผ่นหลังคาเมทัลชีท
- ข้อจำกัด: ส่วนใหญ่ในท้องตลาดผลิตโดยใช้สารเคมีพองตัว ทำให้เนื้อโฟมยุบตัวง่ายเมื่อเจอความร้อนสะสมเป็นเวลานาน และหากไม่มีสารหน่วงไฟ โฟมจะติดไฟง่าย
5. ฉนวนใยไฟเบอร์กลาส (Fiberglass)
- ลักษณะวัสดุ: ผลิตจากการหลอมเศษแก้วและทรายจนเป็นเส้นใยขนาดเล็กสานตัวเป็นแผ่นหนา หุ้มด้วยแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์
- จุดเด่น: ค่าความต้านทานความร้อน (R-Value) สูง ซับเสียงได้ดี ราคาคุ้มค่าสำหรับติดตั้งบนฝ้าเพดานบ้านพักอาศัย
- ข้อจำกัด: หากแผ่นฟอยล์ฉีกขาดและโดนความชื้น เส้นใยจะอุ้มน้ำจนยุบตัวและสูญเสียความเป็นฉนวน อีกทั้งฝุ่นละอองใยแก้วอาจทำให้ระคายเคืองผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ
6. ฉนวนใยหิน หรือ ร็อควูล (Rockwool)
- ลักษณะวัสดุ: ผลิตจากการหลอมหินธรรมชาติที่อุณหภูมิสูง แล้วปั่นเป็นเส้นใยอัดแน่นเป็นแผ่น
- จุดเด่น: ทนไฟได้สูงมาก ไม่ติดไฟ ทนความร้อนได้เกิน 1,000 องศาเซลเซียส และดูดซับเสียงได้ดี
- ข้อจำกัด: แผ่นฉนวนมีน้ำหนักมาก มีฝุ่นผงระหว่างการติดตั้ง และหากมีความชื้นสะสมต่อเนื่องอาจเกิดการทรุดตัวได้
7. ฉนวนโฟม PU (Polyurethane Foam)
- ลักษณะวัสดุ: โฟมเคมีที่ฉีดพ่นใต้แผ่นหลังคา หรือประกบเป็นแผ่นสำเร็จรูป
- จุดเด่น: ยึดเกาะแนบสนิทไปกับโครงสร้างหลังคา ไร้รอยต่อ ค่านำความร้อนต่ำ
- ข้อจำจทย์ในการใช้งาน: ราคาค่อนข้างสูง การติดตั้งขึ้นอยู่กับความชำนาญของช่าง และเนื้อโฟมติดไฟง่าย ลามไฟเร็ว พร้อมปล่อยควันเมื่อเกิดเพลิงไหม้ จึงต้องเลือกใช้ชนิดที่ผสมสารหน่วงไฟอย่างระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม การเลือกชนิดฉนวนที่ตรงกับลักษณะอาคารและการใช้งาน จะช่วยให้ระบบกันความร้อนทำงานได้อย่างคุ้มค่าและยาวนาน
ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติฉนวนกันความร้อนทั้ง 7 ชนิด
ตารางสรุปเกณฑ์คุณสมบัติทางกายภาพ ความปลอดภัย และการใช้งาน เพื่อให้เห็นความแตกต่างของฉนวนแต่ละประเภทได้อย่างชัดเจน
| คุณสมบัติ | AmpCell (IXPE เซลล์ปิด) | แอร์บับเบิ้ล | อะลูมิเนียมฟอยล์ | โฟม PE ทั่วไป | ฉนวนใยแก้ว | ใยหิน Rockwool | โฟม PU พ่น |
| โครงสร้างวัสดุ | เซลล์ปิดแท้ 100% | เม็ดอากาศ/ฟอยล์ | แผ่นฟอยล์บาง | โฟมกึ่งเซลล์ปิด | เส้นใยเปิด | เส้นใยหินแน่น | เซลล์กึ่งปิด |
| การกันความร้อน (R-Value) | สูงและคงที่ถาวร | ต่ำ | ปานกลาง | ปานกลาง | สูง | สูงมาก | สูง |
| การดูดซับน้ำ / ความชื้น | ต่ำกว่า 0.01% (ไม่อมน้ำ) | ต่ำ-ปานกลาง | ไม่อมน้ำ | ปานกลาง | ดูดน้ำสูง | ปานกลาง | ปานกลาง-ต่ำ |
| ความสะอาดต่อสุขภาพ | ปลอดภัย ไร้ฝุ่น ไร้กลิ่น | ปลอดภัย | ปลอดภัย | ปานกลาง | มีฝุ่นใยแก้วระคายเคือง | มีฝุ่นผงระคายเคือง | มีกลิ่นเคมีช่วงแรก |
| มาตรฐานการไม่ลามไฟ | ไม่ลามไฟ (BS476 / ASTM) | ติดไฟง่าย | ไม่ลามไฟ | ติดไฟง่าย (ยกเว้นสูตร FR) | ปลอดภัย ไม่ลามไฟ | ทนไฟสูงสุด | ติดไฟง่าย ควันสูง |
| ความทนทาน ไม่หลุดร่อน | ไม่ยุบตัว ไม่หลุดร่อน | เม็ดลมแฟบใน 2–3 ปี | ฟอยล์ล่อนตามกาว | ยุบตัวใน 3–5 ปี | ยุบตัวตามความชื้น | ทรุดตัวตามความชื้น | กรอบ แตกเป็นผง |
| การรับรองอาคารเขียว | Green Star Australia | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี | บางยี่ห้อมี | บางยี่ห้อมี | ไม่มี |
| ระยะเวลารับประกัน | รับประกัน 12 ปีเต็ม | ไม่มี | ไม่มี | 1 ปี | 1-3 ปี | 1–3 ปี | ไม่มี หรือ 1 ปี |
จากตารางเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่า ฉนวนแต่ละชนิดมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยฉนวนประเภทเส้นใยหรือโฟมทั่วไปมักมีข้อจำกัดเรื่องการดูดซับความชื้น การหลุดร่อน และความเสี่ยงจากการติดไฟ ขณะที่ฉนวนโพลีโอเลฟินส์เซลล์ปิด AmpCell สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครบถ้วน ทั้งประสิทธิภาพการสกัดกั้นความร้อน โครงสร้างเซลล์ปิดที่ไม่อมน้ำ ความปลอดภัยต่อสุขภาพ ไร้ฝุ่นละออง ไม่ลามไฟ และมีความคงทนยาวนาน จึงถือเป็นตัวเลือกที่ให้ความคุ้มค่าและความปลอดภัยสูงสุดสำหรับการลงทุนในระยะยาว
อัปเดตราคาฉนวนกันความร้อน และค่าแรงติดตั้ง ปี 2026
| ประเภทฉนวนกันความร้อน | ความหนามาตรฐาน | ราคาเฉพาะวัสดุ (บาท/ตร.ม.) | ราคารวมค่าแรงติดตั้ง (บาท/ตร.ม.) |
| ฉนวนโพลีโอเลฟินส์เซลล์ปิด AmpCell | 5 – 15 มม. (IXPE FR) | 190 – 380 | 290 – 520 |
| ฉนวนแอร์บับเบิ้ลฟอยล์ | 4 – 8 มม. | 45 – 95 | 110 – 180 |
| ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์สะท้อนรังสี | 1 – 2 ชั้น (เสริมแรง) | 55 – 120 | 120 – 200 |
| ฉนวนโฟม PE | 5 – 10 มม. | 75 – 170 | 150 – 260 |
| ฉนวนใยแก้ว | 50 – 75 มม. (2–3 นิ้ว) | 150 – 350 | 260 – 480 |
| ฉนวนใยหิน Rockwool | 50 มม. | 240 – 520 | 390 – 700 |
| ฉนวนโฟม PU | 25 – 50 มม. | รวมพ่นในตัว | 320 – 600+ |
*หมายเหตุ: ราคาที่แสดงในตารางเป็นราคาประเมินเฉลี่ยเบื้องต้นในท้องตลาด สำหรับงานก่อสร้างในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนงบประมาณเท่านั้น ราคาจริงอาจเปลี่ยนแปลงตามขนาดพื้นที่ ความสูงของอาคาร รูปแบบโครงสร้างหลังคา และความยากง่ายของสภาพหน้างาน สำหรับผลิตภัณฑ์ AmpCell สามารถติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของแอมเพิลไลท์ เพื่อสำรวจหน้างานและประเมินราคาตามสเปกโครงการจริงได้อย่างแม่นยำ
คำแนะนำการเลือกฉนวนให้เหมาะกับแต่ละประเภทอาคาร
การเลือกประเภทฉนวน ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของพื้นที่ และข้อกำหนดของอาคาร
- บ้านพักอาศัยและทาวน์โฮม (ปูบนฝ้าเพดาน): ฉนวนใยแก้วแบบหุ้มฟอยล์รอบด้านเป็นตัวเลือกที่กันความร้อนและซับเสียงฝนได้ดี แต่ต้องติดตั้งบนฝ้าที่ปิดมิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นละออง
- โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า และโกดัง: ฉนวน AmpCell เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะไม่อมน้ำ ไม่เพิ่มน้ำหนักให้โครงสร้าง ไม่หลุดร่อน ปลอดภัยต่ออาหารและยา (GMP/HACCP) ผ่านมาตรฐานไม่ลามไฟ และรับประกันยาวนาน 12 ปี คืนทุนจากค่าไฟได้เร็ว
- ห้องที่ต้องการทนความร้อนสูงพิเศษ: ฉนวนใยหิน Rockwool เหมาะกับห้องเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ห้องบอยเลอร์ หรือพื้นที่ที่ต้องทนไฟระดับสูง
- กันสาดหรือโครงสร้างชั่วคราว: ฉนวนแอร์บับเบิ้ล หรือ โฟม PE ราคาประหยัด สามารถใช้เพื่อบรรเทาความร้อนเบื้องต้นได้ในงบประมาณที่จำกัด
ทั้งนี้ การเลือกใช้ฉนวนที่ตรงกับประเภทอาคาร จะช่วยให้การลงทุนคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานได้ยาวนานที่สุด
สำหรับฉนวนโฟมเซลล์ปิดประสิทธิภาพสูงอย่าง AmpCell ความหนา 10–15 มิลลิเมตร ให้ค่าความต้านทานความร้อนเพียงพอต่อการสกัดกั้นความร้อนจากแดดเมืองไทยได้มากกว่า 85–90% แต่หากเป็นฉนวนใยแก้ว ควรเลือกความหนา 50–75 มิลลิเมตร (2–3 นิ้ว) ขึ้นไป
เมืองไทยมีความชื้นในอากาศสูง เส้นใยแก้วดูดซับความชื้นได้ง่าย เมื่อแผ่นฟอยล์หุ้มฉนวนเริ่มฉีกขาด ไอน้ำจะแทรกซึมเข้าไปสะสม ทำให้ฉนวนอุ้มน้ำ หนัก ยุบตัว เสียคุณสมบัติกันความร้อน และอาจเกิดเชื้อราสะสม
โฟม PU พ่นเมื่อโดนความร้อนสะสมใต้หลังคาเป็นเวลานาน อาจเริ่มกรอบและหลุดร่อนเป็นผง นอกจากนี้หากเกิดเพลิงไหม้ โฟม PU จะติดไฟได้ง่ายและมีควันพิษ จึงต้องเลือกใช้ชนิดที่มีสารหน่วงไฟและติดตั้งอย่างถูกต้อง
การเลือกติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อนที่เหมาะสมกับประเภทอาคาร ไม่เพียงช่วยลดอุณหภูมิและประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาว แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อปกป้องทรัพย์สิน ดูแลสุขอนามัยของผู้ใช้อาคาร และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยอย่างยั่งยืน การเลือกใช้ฉนวนโพลีโอเลฟินส์เซลล์ปิด AmpCell จากแอมเพิลไลท์ จึงเป็นคำตอบที่คุ้มค่า คืนทุนเร็ว และตอบโจทย์การใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมบำรุงซ้ำซ้อน
อย่างไรก็ตาม หากคุณกำลังมองหาฉนวนป้องกันความร้อนที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย AmpCell คือคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ หากสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อแอมเพิลไลท์ได้ที่ แผนกประสานงานฝ่ายขาย 082-782-6774 หรือติดต่อสำนักงานใหญ่ สาขากิ่งแก้ว 02-312-4300, 02-103-4490