082 782 6774 ampelitemkt marketing@ampelite.co.th

ฉนวนกันความร้อน คืออะไร เจาะลึกฉนวน 7 ชนิด อัปเดตราคา 2026

ฉนวนกันความร้อน

ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่อุณหภูมิภายนอกสูงเกิน 38–42 องศาเซลเซียส ขณะที่รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่แผ่ลงมาตกกระทบหลังคาอาคารโดยตรง ส่งผลให้พื้นผิวหลังคาบ้านและโรงงาน โดยเฉพาะหลังคาเมทัลชีท สะสมความร้อนได้สูงถึง 60–75 องศาเซลเซียส

เมื่อความร้อนถ่ายเทผ่านโครงสร้างหลังคาลงสู่ฝ้าเพดานและพื้นที่ทำงาน อาคารจึงกลายเป็นพื้นที่สะสมความร้อน ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักตลอดเวลา ค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูง การติดตั้งฉนวนกันความร้อนจึงเป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อช่วยประหยัดค่าไฟและยืดอายุการใช้งานของอาคาร

แอมเพิลไลท์ สรุปคู่มือเจาะลึกคุณสมบัติของฉนวนกันร้อนยอดนิยมทั้ง 7 ชนิด พร้อมตารางเปรียบเทียบสเปก และราคาประเมินค่าวัสดุพร้อมติดตั้ง เพื่อให้คุณเลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด

ฉนวนกันความร้อน คืออะไร ?

ฉนวนกันความร้อน คือ อุปกรณ์ที่ช่วยลดการถ่ายเทความร้อน จากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร หรือจากภายในออกสู่ภายนอก เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในให้คงที่ และเย็นสบายมากขึ้น

ทำไม “ฉนวนกันความร้อน” ถึงสำคัญในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย

เนื่องจาก สภาพอากาศของไทยที่เป็นแบบร้อนชื้น ทำให้การติดตั้งฉนวนความร้อน ส่งผลต่ออาคารในหลาย ๆ ด้าน ดังต่อไปนี้

  • ลดความร้อนสะสมภายในอาคาร

ประเทศไทย มีแดดแรงตลอดทั้งปี ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในอาคารได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณหลังคา และผนัง ซึ่งการมีฉนวนกันร้อนนี้ จะช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร ทำให้ภายในอาคารเย็นสบายมากยิ่งขึ้น 

  • ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และค่าไฟ

เมื่ออุณหภูมิภายในอาคารลดลง จากการติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน จะช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ส่งผลให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

  • ป้องกันความชื้น และเชื้อรา

ประเทศไทยมีความชื้นสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเชื้อรา และอาจส่งผลเสียต่อโครงสร้างอาคาร อย่างไรก็ตาม ฉนวนความร้อนบางประเภทนั้น สามารถช่วยควบคุมความชื้น ลดโอกาสการเกิดเชื้อรา และกลิ่นอับได้ ทำให้สามารถแก้ปัญหาความชื้น และเชื้อรา ภายในอาคารได้เป็นอย่างดี

3 ค่าสำคัญที่ต้องรู้ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อฉนวนกันความร้อน

ก่อนจะเลือกซื้อฉนวนกันร้อน การทำความเข้าใจค่ามาตรฐานบนฉลากผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้คุณประเมินประสิทธิภาพการกันความร้อนได้อย่างแม่นยำ ดังนี้

  • ค่า K (Thermal Conductivity): ค่าการนำความร้อน ยิ่งตัวเลขต่ำ แสดงว่าความร้อนผ่านเนื้อวัสดุได้ยาก ถือว่ายิ่งมีประสิทธิภาพดี (หน่วย: W/m·K)
  • ค่า R (Thermal Resistance): ค่าความต้านทานความร้อน คำนวณจากความหนาและค่า K ของฉนวน ยิ่งมีค่า R สูง ยิ่งป้องกันความร้อนได้ดี (หน่วย: m²·K/W)
  • ค่า U (Thermal Transmittance): ค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของระบบหลังคาหลังติดตั้งฉนวน ยิ่งค่าต่ำ ยิ่งกักเก็บความเย็นและกันความร้อนได้สมบูรณ์

สรุปการเข้าใจค่ามาตรฐานทั้ง 3 ตัวนี้ จะช่วยให้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของฉนวนแต่ละชนิดได้อย่างชัดเจน

ฉนวนกันความร้อน

เปรียบเทียบคุณสมบัติฉนวนกันความร้อนยอดนิยม 7 ชนิด

ในท้องตลาดปัจจุบันมีฉนวนให้เลือกหลายประเภท ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะเนื้อวัสดุและคุณสมบัติการใช้งานที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น

1. ฉนวนโพลีโอเลฟินส์เซลล์ปิด IXPE (AmpCell)

  • ลักษณะวัสดุ: โฟมโพลีโอเลฟินส์เซลล์ปิด 100% ผลิตด้วยเทคโนโลยียิงลำแสงอิเล็กตรอน (Physically Cross-linked) นวัตกรรมจากออสเตรเลียและญี่ปุ่น
  • จุดเด่น:
    • กันความร้อนได้อย่างยอดเยี่ยม: ค่าการนำความร้อนต่ำมาก คงประสิทธิภาพต้านทานความร้อนได้อย่างสม่ำเสมอ
    • ไม่อมน้ำ 100%: โครงสร้างเซลล์ปิดแท้ อัตราดูดซึมน้ำต่ำกว่า 0.01% ป้องกันการเกิดหยดน้ำใต้หลังคา (Anti-Condensation) หมดปัญหาฉนวนอุ้มน้ำจนหลุดร่อน
    • สะอาด ปลอดภัยต่อสุขภาพ: ไร้สารเคมีตกค้าง ไร้สารฟอร์มาลดีไฮด์ ไร้สารระเหย (Zero VOCs) และไม่มีฝุ่นละอองใยแก้ว
    • มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล: ผ่านการทดสอบไม่ลามไฟ BS 476, ASTM E84 Class A และ UL94 ควันพิษต่ำ
    • คุ้มค่าระยะยาว: ได้รับการรับรอง Green Star จากสภาอาคารเขียวออสเตรเลีย พร้อมการรับประกันยาวนาน 12 ปีเต็ม
  • ความคุ้มค่า: ให้ผลตอบแทนการลงทุนคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว ใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 15–20 ปี โดยไม่เปื่อยยุ่ย ไม่หลุดร่อนเป็นผง และช่วยประหยัดค่าไฟได้อย่างต่อเนื่อง

2. ฉนวนแอร์บับเบิ้ล (Air Bubble Foil)

  • ลักษณะวัสดุ: พลาสติกโพลีเอทิลีนขึ้นรูปเป็นฟองอากาศกลม ประกบแผ่นฟอยล์สะท้อนรังสีความร้อน ความหนาเฉลี่ย 4–8 มิลลิเมตร
  • จุดเด่น: น้ำหนักเบา ราคาประหยัด ติดตั้งสะดวกรวดเร็ว
  • ข้อจำกัด: สกัดความร้อนได้เฉพาะการสะท้อนรังสีเบื้องต้น แต่มีมวลหน่วงความร้อนต่ำ เมื่อใช้งานในพื้นที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน เม็ดอากาศอาจแฟบตัวและชั้นฟอยล์อาจกรอบแตกได้

3. ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์บริสุทธิ์ (Pure Aluminium Foil)

  • ลักษณะวัสดุ: แผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ความบริสุทธิ์สูง เสริมเส้นใยเพื่อป้องกันการฉีกขาด
  • จุดเด่น: สะท้อนรังสีความร้อนจากแดดได้สูงถึง 95–97% ไม่ลามไฟ และไม่อมน้ำ
  • ข้อจำกัด: ทำหน้าที่สะท้อนรังสีความร้อนเพียงอย่างเดียว ไม่มีมวลเนื้อฉนวนสำหรับหน่วงการนำความร้อน หากมีฝุ่นสะสมบนผิวฟอยล์ ประสิทธิภาพการสะท้อนจะลดลง จึงนิยมใช้ร่วมกับฉนวนชนิดอื่น

4. ฉนวนโฟม PE (Polyethylene Foam)

  • ลักษณะวัสดุ: โฟมพลาสติกเนื้อนุ่ม มีทั้งแบบแผ่นและแบบม้วน ปิดผิวหน้าด้วยอะลูมิเนียมฟอยล์ ความหนา 3–20 มิลลิเมตร
  • จุดเด่น: น้ำหนักเบา ยืดหยุ่นได้ดี ราคาจับต้องได้ นิยมใช้ติดใต้แผ่นหลังคาเมทัลชีท
  • ข้อจำกัด: ส่วนใหญ่ในท้องตลาดผลิตโดยใช้สารเคมีพองตัว ทำให้เนื้อโฟมยุบตัวง่ายเมื่อเจอความร้อนสะสมเป็นเวลานาน และหากไม่มีสารหน่วงไฟ โฟมจะติดไฟง่าย

5. ฉนวนใยไฟเบอร์กลาส (Fiberglass)

  • ลักษณะวัสดุ: ผลิตจากการหลอมเศษแก้วและทรายจนเป็นเส้นใยขนาดเล็กสานตัวเป็นแผ่นหนา หุ้มด้วยแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์
  • จุดเด่น: ค่าความต้านทานความร้อน (R-Value) สูง ซับเสียงได้ดี ราคาคุ้มค่าสำหรับติดตั้งบนฝ้าเพดานบ้านพักอาศัย
  • ข้อจำกัด: หากแผ่นฟอยล์ฉีกขาดและโดนความชื้น เส้นใยจะอุ้มน้ำจนยุบตัวและสูญเสียความเป็นฉนวน อีกทั้งฝุ่นละอองใยแก้วอาจทำให้ระคายเคืองผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ

6. ฉนวนใยหิน หรือ ร็อควูล (Rockwool)

  • ลักษณะวัสดุ: ผลิตจากการหลอมหินธรรมชาติที่อุณหภูมิสูง แล้วปั่นเป็นเส้นใยอัดแน่นเป็นแผ่น
  • จุดเด่น: ทนไฟได้สูงมาก ไม่ติดไฟ ทนความร้อนได้เกิน 1,000 องศาเซลเซียส และดูดซับเสียงได้ดี
  • ข้อจำกัด: แผ่นฉนวนมีน้ำหนักมาก มีฝุ่นผงระหว่างการติดตั้ง และหากมีความชื้นสะสมต่อเนื่องอาจเกิดการทรุดตัวได้

7. ฉนวนโฟม PU (Polyurethane Foam)

  • ลักษณะวัสดุ: โฟมเคมีที่ฉีดพ่นใต้แผ่นหลังคา หรือประกบเป็นแผ่นสำเร็จรูป
  • จุดเด่น: ยึดเกาะแนบสนิทไปกับโครงสร้างหลังคา ไร้รอยต่อ ค่านำความร้อนต่ำ
  • ข้อจำจทย์ในการใช้งาน: ราคาค่อนข้างสูง การติดตั้งขึ้นอยู่กับความชำนาญของช่าง และเนื้อโฟมติดไฟง่าย ลามไฟเร็ว พร้อมปล่อยควันเมื่อเกิดเพลิงไหม้ จึงต้องเลือกใช้ชนิดที่ผสมสารหน่วงไฟอย่างระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม การเลือกชนิดฉนวนที่ตรงกับลักษณะอาคารและการใช้งาน จะช่วยให้ระบบกันความร้อนทำงานได้อย่างคุ้มค่าและยาวนาน

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติฉนวนกันความร้อนทั้ง 7 ชนิด

ตารางสรุปเกณฑ์คุณสมบัติทางกายภาพ ความปลอดภัย และการใช้งาน เพื่อให้เห็นความแตกต่างของฉนวนแต่ละประเภทได้อย่างชัดเจน

คุณสมบัติAmpCell
(IXPE เซลล์ปิด)
แอร์บับเบิ้ลอะลูมิเนียมฟอยล์โฟม PE ทั่วไปฉนวนใยแก้วใยหิน Rockwoolโฟม PU พ่น
โครงสร้างวัสดุเซลล์ปิดแท้ 100%เม็ดอากาศ/ฟอยล์แผ่นฟอยล์บางโฟมกึ่งเซลล์ปิดเส้นใยเปิดเส้นใยหินแน่นเซลล์กึ่งปิด
การกันความร้อน
(R-Value)
สูงและคงที่ถาวรต่ำปานกลางปานกลางสูงสูงมากสูง
การดูดซับน้ำ / ความชื้นต่ำกว่า 0.01%
(ไม่อมน้ำ)
ต่ำ-ปานกลางไม่อมน้ำปานกลางดูดน้ำสูง ปานกลางปานกลาง-ต่ำ
ความสะอาดต่อสุขภาพปลอดภัย ไร้ฝุ่น ไร้กลิ่นปลอดภัยปลอดภัยปานกลางมีฝุ่นใยแก้วระคายเคืองมีฝุ่นผงระคายเคืองมีกลิ่นเคมีช่วงแรก
มาตรฐานการไม่ลามไฟไม่ลามไฟ
(BS476 / ASTM)
ติดไฟง่ายไม่ลามไฟติดไฟง่าย
(ยกเว้นสูตร FR)
ปลอดภัย ไม่ลามไฟทนไฟสูงสุดติดไฟง่าย ควันสูง
ความทนทาน ไม่หลุดร่อนไม่ยุบตัว ไม่หลุดร่อนเม็ดลมแฟบใน 2–3 ปีฟอยล์ล่อนตามกาวยุบตัวใน 3–5 ปียุบตัวตามความชื้นทรุดตัวตามความชื้นกรอบ แตกเป็นผง
การรับรองอาคารเขียวGreen Star Australiaไม่มีไม่มีไม่มีบางยี่ห้อมีบางยี่ห้อมีไม่มี
ระยะเวลารับประกันรับประกัน 12 ปีเต็มไม่มีไม่มี1 ปี1-3 ปี1–3 ปีไม่มี หรือ 1 ปี

จากตารางเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่า ฉนวนแต่ละชนิดมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยฉนวนประเภทเส้นใยหรือโฟมทั่วไปมักมีข้อจำกัดเรื่องการดูดซับความชื้น การหลุดร่อน และความเสี่ยงจากการติดไฟ ขณะที่ฉนวนโพลีโอเลฟินส์เซลล์ปิด AmpCell สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครบถ้วน ทั้งประสิทธิภาพการสกัดกั้นความร้อน โครงสร้างเซลล์ปิดที่ไม่อมน้ำ ความปลอดภัยต่อสุขภาพ ไร้ฝุ่นละออง ไม่ลามไฟ และมีความคงทนยาวนาน จึงถือเป็นตัวเลือกที่ให้ความคุ้มค่าและความปลอดภัยสูงสุดสำหรับการลงทุนในระยะยาว

อัปเดตราคาฉนวนกันความร้อน และค่าแรงติดตั้ง ปี 2026

ประเภทฉนวนกันความร้อนความหนามาตรฐานราคาเฉพาะวัสดุ (บาท/ตร.ม.)ราคารวมค่าแรงติดตั้ง (บาท/ตร.ม.)
ฉนวนโพลีโอเลฟินส์เซลล์ปิด AmpCell5 – 15 มม. (IXPE FR)190 – 380290 – 520
ฉนวนแอร์บับเบิ้ลฟอยล์4 – 8 มม.45 – 95110 – 180
ฉนวนอะลูมิเนียมฟอยล์สะท้อนรังสี1 – 2 ชั้น (เสริมแรง)55 – 120120 – 200
ฉนวนโฟม PE5 – 10 มม.75 – 170150 – 260
ฉนวนใยแก้ว50 – 75 มม. (2–3 นิ้ว)150 – 350260 – 480
ฉนวนใยหิน Rockwool50 มม.240 – 520390 – 700
ฉนวนโฟม PU25 – 50 มม.รวมพ่นในตัว320 – 600+

*หมายเหตุ: ราคาที่แสดงในตารางเป็นราคาประเมินเฉลี่ยเบื้องต้นในท้องตลาด สำหรับงานก่อสร้างในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนงบประมาณเท่านั้น ราคาจริงอาจเปลี่ยนแปลงตามขนาดพื้นที่ ความสูงของอาคาร รูปแบบโครงสร้างหลังคา และความยากง่ายของสภาพหน้างาน สำหรับผลิตภัณฑ์ AmpCell สามารถติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของแอมเพิลไลท์ เพื่อสำรวจหน้างานและประเมินราคาตามสเปกโครงการจริงได้อย่างแม่นยำ

คำแนะนำการเลือกฉนวนให้เหมาะกับแต่ละประเภทอาคาร

การเลือกประเภทฉนวน ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของพื้นที่ และข้อกำหนดของอาคาร

  • บ้านพักอาศัยและทาวน์โฮม (ปูบนฝ้าเพดาน): ฉนวนใยแก้วแบบหุ้มฟอยล์รอบด้านเป็นตัวเลือกที่กันความร้อนและซับเสียงฝนได้ดี แต่ต้องติดตั้งบนฝ้าที่ปิดมิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นละออง
  • โรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า และโกดัง: ฉนวน AmpCell เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะไม่อมน้ำ ไม่เพิ่มน้ำหนักให้โครงสร้าง ไม่หลุดร่อน ปลอดภัยต่ออาหารและยา (GMP/HACCP) ผ่านมาตรฐานไม่ลามไฟ และรับประกันยาวนาน 12 ปี คืนทุนจากค่าไฟได้เร็ว
  • ห้องที่ต้องการทนความร้อนสูงพิเศษ: ฉนวนใยหิน Rockwool เหมาะกับห้องเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ห้องบอยเลอร์ หรือพื้นที่ที่ต้องทนไฟระดับสูง
  • กันสาดหรือโครงสร้างชั่วคราว: ฉนวนแอร์บับเบิ้ล หรือ โฟม PE ราคาประหยัด สามารถใช้เพื่อบรรเทาความร้อนเบื้องต้นได้ในงบประมาณที่จำกัด

ทั้งนี้ การเลือกใช้ฉนวนที่ตรงกับประเภทอาคาร จะช่วยให้การลงทุนคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานได้ยาวนานที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฉนวนกันความร้อน
Q ฉนวนกันความร้อนควรมีความหนาเท่าไหร่ถึงจะดีที่สุด?

สำหรับฉนวนโฟมเซลล์ปิดประสิทธิภาพสูงอย่าง AmpCell ความหนา 10–15 มิลลิเมตร ให้ค่าความต้านทานความร้อนเพียงพอต่อการสกัดกั้นความร้อนจากแดดเมืองไทยได้มากกว่า 85–90% แต่หากเป็นฉนวนใยแก้ว ควรเลือกความหนา 50–75 มิลลิเมตร (2–3 นิ้ว) ขึ้นไป

Q ทำไมฉนวนใยแก้วถึงมักมีปัญหาในสภาพอากาศร้อนชื้น?

เมืองไทยมีความชื้นในอากาศสูง เส้นใยแก้วดูดซับความชื้นได้ง่าย เมื่อแผ่นฟอยล์หุ้มฉนวนเริ่มฉีกขาด ไอน้ำจะแทรกซึมเข้าไปสะสม ทำให้ฉนวนอุ้มน้ำ หนัก ยุบตัว เสียคุณสมบัติกันความร้อน และอาจเกิดเชื้อราสะสม

Q โฟม PU พ่นใต้หลังคา เมื่อใช้งานไปนานๆ มีข้อควรระวังอย่างไร?

โฟม PU พ่นเมื่อโดนความร้อนสะสมใต้หลังคาเป็นเวลานาน อาจเริ่มกรอบและหลุดร่อนเป็นผง นอกจากนี้หากเกิดเพลิงไหม้ โฟม PU จะติดไฟได้ง่ายและมีควันพิษ จึงต้องเลือกใช้ชนิดที่มีสารหน่วงไฟและติดตั้งอย่างถูกต้อง

การเลือกติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อนที่เหมาะสมกับประเภทอาคาร ไม่เพียงช่วยลดอุณหภูมิและประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาว แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อปกป้องทรัพย์สิน ดูแลสุขอนามัยของผู้ใช้อาคาร และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัยอย่างยั่งยืน การเลือกใช้ฉนวนโพลีโอเลฟินส์เซลล์ปิด AmpCell จากแอมเพิลไลท์ จึงเป็นคำตอบที่คุ้มค่า คืนทุนเร็ว และตอบโจทย์การใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมบำรุงซ้ำซ้อน

อย่างไรก็ตาม หากคุณกำลังมองหาฉนวนป้องกันความร้อนที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย AmpCell คือคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ หากสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อแอมเพิลไลท์ได้ที่ แผนกประสานงานฝ่ายขาย 082-782-6774 หรือติดต่อสำนักงานใหญ่ สาขากิ่งแก้ว 02-312-4300, 02-103-4490

BLOG RELEASE

เปิดรับแสงธรรมชาติผ่านหลังคาโปร่งแสงสร้างสภาพแวดล้อม เพื่อการเรียนรู้ส่งเสริมจินตนาการกว้างไกลของเด็กๆ

โครงการ Bambini Villa

คู่มือเลือกหลังคาโปร่งแสง ให้ปลอดภัยตามมาตรฐานอาคารขนาดใหญ่

การเลือกแผ่นหลังคาแบบโปร่งแสงที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลกระทบได้มากกว่าที่คิด ตั้งแต่ปัญหาด้านความปลอดภัยของโครงสร้าง

ลดอุณหภูมิในโรงงานฟอกหนัง ด้วยฉนวนกันความร้อน Ampcell

อุณหภูมิที่เหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งมีส่งผลต่อการผลิตหนังคุณภาพสูง แต่โรงงานฟอกหนังทั่วไปมักประสบปัญหาความร้อนสูง